533.jpg
อัษฎางค์ เปิดข้อมูล 'รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ' สะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทย

อัษฎางค์ เปิดข้อมูล 'รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ' สะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทย

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ แห่งสวีเดน ทรงเป็นเจ้าภาพ ณ พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ปักดิ้นเงิน พร้อมทรงเครื่องศิราภรณ์อันล้ำค่า “รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ” (Diamond Fringe Tiara) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบันที่มรดกประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ได้กลับมาปรากฏต่อสายตาชาวโลกอีกครั้ง

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ: เครื่องเพชรที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ


รัดเกล้าองค์นี้รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Thai Diamond Fringe Tiara หรือ Diamond Fringe Tiara ส่วนชื่อไทยที่นิยมเรียกกันคือ รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ เพราะรูปทรงของเพชรถูกจัดเรียงเป็นแฉกตั้งสูงต่ำไล่ระดับคล้ายรัศมีของดวงอาทิตย์

ลักษณะสำคัญของรัดเกล้าประเภทนี้คือ “fringe” หรือแฉกเพชรแนวตั้ง ซึ่งทำให้เกิดภาพเหมือนม่านแสงหรือเปลวรัศมี เมื่ออยู่บนพระเศียรจะให้ความรู้สึกสง่า เข้มขลัง และเป็นทางการสูงมาก แหล่งข้อมูลเครื่องเพชรราชวงศ์อธิบายว่าองค์นี้สามารถทรงได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบเปิดเป็น halo, แบบ coronet และสามารถแปลงเป็นสร้อยพระศอได้ด้วย  

จุดสำคัญคือ รัดเกล้าองค์นี้ไม่ใช่เครื่องเพชรสมัยใหม่ แต่เป็นเครื่องเพชรที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ราชสำนักสยามตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งเป็นช่วงที่สยามกำลังจัดวางตนเองให้เป็น “รัฐสมัยใหม่” ท่ามกลางแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก

บริบทที่ทำให้รัดเกล้าองค์นี้มีความหมายมากกว่าเครื่องเพชร คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนยุโรปในปี 1897 และ 1907 โดยเป็นช่วงที่สยามต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส การเสด็จฯ เยือนยุโรปจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางส่วนพระองค์ แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการทูต เพื่อให้สยามได้รับการยอมรับในฐานะรัฐอารยะและรัฐเอกราชที่เสมอกับราชสำนักตะวันตก  

ในโลกของราชสำนักยุโรป เครื่องเพชร รัดเกล้า เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และฉลองพระองค์ ไม่ใช่เรื่องความงามอย่างเดียว แต่เป็น “ภาษาการทูต” ชนิดหนึ่ง รัฐที่มีราชสำนักต้องแสดงความมีอารยธรรม ความมั่งคั่ง ความต่อเนื่อง และความเป็นสมาชิกของสังคมกษัตริย์สากล

ดังนั้น หากรัดเกล้าองค์นี้เข้าสู่ราชสำนักสยามในบริบทของรัชกาลที่ 5 จริงตามข้อมูลที่เผยแพร่ ก็ต้องมองว่าเครื่องเพชรองค์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “การทูตเชิงภาพลักษณ์” ของสยาม ไม่ใช่เพียงของงามประจำพระองค์

รูปแบบ Fringe Tiara มีรากทางศิลปะจากแฟชั่นราชสำนักยุโรปปลายศตวรรษที่ 19 โดยได้รับอิทธิพลจากเครื่องศีรษะแบบรัสเซียที่เรียกว่า kokoshnik ซึ่งเป็นรูปทรงแผงรัศมีสูงบนศีรษะ ต่อมาราชสำนักยุโรปนำแรงบันดาลใจนี้มาสร้างเป็นรัดเกล้าเพชรแบบ “Russian pattern” หรือทรงโคโคชนิก แหล่งข้อมูลของ Garrard อธิบายว่าแบบรัสเซียนี้เป็นแฟชั่นที่นิยมในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 และมักออกแบบให้ถอดจากโครงรัดเกล้าเพื่อใช้เป็นสร้อยคอได้ด้วย  

นี่ทำให้รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะของไทยอยู่ในสายตระกูลเดียวกับเครื่องเพชรราชสำนักยุโรปยุคนั้น คือเป็นเครื่องประดับที่ผสมระหว่างความอลังการ ความทันสมัยแบบยุโรป และสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ

รัดเกล้า Diamond Fringe Tiara เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเดิมเป็นของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงได้รับพระราชทานเป็นของขวัญจากรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนยุโรป  

หลักฐานภาพที่มักถูกอ้างถึงในสายเครื่องเพชรราชวงศ์ ระบุว่ารัดเกล้าองค์นี้ปรากฏบนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในช่วงทศวรรษ 1920 โดยเฉพาะในวาระพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 1926  

ช่วงนี้สำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานว่ารัดเกล้าองค์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ของพระราชินีพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่ได้เข้าสู่สถานะ “พระราชมรดก” ที่ถูกส่งต่อในราชสำนัก และถูกใช้ในวาระสำคัญระดับรัฐ

ในรัชกาลที่ 9 รัดเกล้าองค์นี้มีชีวิตใหม่ในบริบทของการทูตสมัยใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงใช้เครื่องเพชรองค์นี้หลายรูปแบบ โดยแหล่งข้อมูล The Royal Watcher ระบุว่าในช่วงแรกทรงใช้เป็น สร้อยพระศอ Diamond Fringe ในทศวรรษ 1960 รวมถึงช่วงการเสด็จฯ เยือนยุโรปครั้งสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในปี 1960  

ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เริ่มทรงใช้เครื่องเพชรองค์นี้ในฐานะรัดเกล้า โดยมีการอ้างถึงการทรงในวาระเสด็จฯ รับรองการเยือนไทยของพระมหากษัตริย์อิหร่านในปี 1968 และต่อมาในวาระการเยือนไทยของราชวงศ์อังกฤษในปี 1972 รวมถึงงานเลี้ยงและพระบรมฉายาลักษณ์หลายครั้งในทศวรรษ 1970  

Tatler ระบุเพิ่มเติมว่าองค์นี้เคยเป็นหนึ่งในเครื่องเพชรที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงใช้เป็นสร้อยพระศออยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะทรงใช้เป็นรัดเกล้ามากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 และมีการปรากฏอีกครั้งในงานเลี้ยงระหว่างการเยือนไทยของราชวงศ์สวีเดนในปี 2003  

ตรงนี้ทำให้รัดเกล้าองค์นี้มีความหมายพิเศษมาก เพราะมันเชื่อมราชสำนักไทยกับทั้งยุโรปยุครัชกาลที่ 5 และการทูตราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 9

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังพระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม เพื่อร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และทรงรัดเกล้า Diamond Fringe Tiara องค์นี้  

ความหมายของการเลือกทรงรัดเกล้าองค์นี้จึงลึกกว่าความสวยงาม เพราะสวีเดนเป็นราชอาณาจักรยุโรป การเสด็จฯ ในงานระดับราชวงศ์นานาชาติ และการทรงรัดเกล้าเก่าแก่ที่มีรากโยงกับยุโรปในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ภาพนี้กลายเป็นการสื่อสาร 3 ชั้นพร้อมกัน คือ

หนึ่ง สืบทอดพระราชมรดกของราชวงศ์จักรี

สอง แสดงความต่อเนื่องของบทบาทพระราชินีไทยในเวทีราชสำนักโลก

สาม นำความเป็นไทย โดยเฉพาะผ้าไหมไทยและรูปแบบฉลองพระองค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดไทยจักรพรรดิ ไปวางคู่กับภาษาพิธีการของราชสำนักยุโรป  

รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะไม่ใช่เพียงเทียร่าเพชรที่งดงาม แต่คือวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่บรรจุเรื่องราวของรัฐไทย ราชสำนัก การทูต และความต่อเนื่องของพระราชอำนาจเชิงสัญลักษณ์
จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำสยามเข้าสู่โลกสากลในยุคจักรวรรดินิยม สู่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ผู้เป็นต้นทางของสายพระราชมรดก จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในรัชกาลที่ 7 สู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในรัชกาลที่ 9 และมาถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปัจจุบัน

เครื่องเพชรองค์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของเก่า” แต่เป็น “ภาษาแห่งความต่อเนื่อง” ของราชสำนักไทย

มันบอกเล่าเรื่องเดียวกันกับประวัติศาสตร์สยามสมัยใหม่ว่า ไทยไม่ได้เข้าสู่โลกสากลด้วยการละทิ้งรากเดิมทั้งหมด แต่เข้าสู่โลกสากลด้วยการแปลงความงาม ความสง่า และวัฒนธรรมราชสำนัก

ให้กลายเป็นภาษาที่นานาชาติเข้าใจ

และในภาพนี้ รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะจึงเปล่งประกายไม่ใช่เพราะเพชรเท่านั้น

แต่เพราะมันสะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทยด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top