533.jpg
ปราชญ์ สามสี ติวประวัติศาสตร์ ย้ำ หมอบกราบ เป็นเรื่องความสมัครใจ อย่าใช้โจมตีคนอื่น

ปราชญ์ สามสี ติวประวัติศาสตร์ ย้ำ หมอบกราบ เป็นเรื่องความสมัครใจ อย่าใช้โจมตีคนอื่น

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

ปราชญ์ สามสี ติวประวัติศาสตร์ ย้ำ หมอบกราบ เป็นเรื่องความสมัครใจ อย่าใช้โจมตีคนอื่น 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "หมอบกราบ หมอบคลาน และความเข้าใจที่คลานหลงทาง วิเคราะห์โดย ปราชญ์ สามสี 


กรณีที่มีการหยิบเรื่องรัชกาลที่ 5 การเลิกหมอบคลานเข้าเฝ้า แล้วนำมาโยงกับประเด็นร่วมสมัยว่า ใครไปแสดงความเคารพเจ้านายอย่างนั้นอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้น ฟังแล้วก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้แต่ยิ้มมุมปาก ไม่ใช่เพราะประเด็นนี้ลึกซึ้งอะไรนักหนา แต่เพราะมันเป็นตัวอย่างของการเอาประวัติศาสตร์ครึ่งท่อนมาเขย่าใส่แก้ว แล้วเสิร์ฟเป็นน้ำผลไม้ทางการเมืองรสเปรี้ยวจี๊ด

เรื่อง “หมอบกราบ” ในอดีต ต้องเข้าใจบริบทของมันก่อน สังคมโบราณมีลำดับชั้นสูงต่ำชัดเจน พระมหากษัตริย์ถูกมองในฐานะสมมติเทพ การแสดงความเคารพจึงมีรูปแบบที่สะท้อนความนอบน้อมสูงสุด การหมอบคลานเข้าเฝ้าจึงเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในโลกความคิดแบบเก่า ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบศักดินา บรรดาศักดิ์ และฐานะของผู้คนในสังคมยุคนั้น

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากโลกตะวันตก ต้องปรับตัวทั้งด้านการปกครอง สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศ การเลิกทาส การปฏิรูประบบราชการ และการปรับธรรมเนียมการเข้าเฝ้า จึงเป็นส่วนหนึ่งของการพาประเทศเดินเข้าสู่โลกสมัยใหม่ให้สง่างามขึ้น ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงรังเกียจการเคารพนอบน้อม แต่ทรงเห็นว่าธรรมเนียมบางอย่างในยุคเก่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดผู้น้อย หรือทำให้ชาวต่างชาติมองประเทศไทยผิดไปจากความเป็นจริง

พูดง่าย ๆ คือ รัชกาลที่ 5 ทรงเลิก “ความจำเป็นต้องหมอบคลานในระบบอำนาจเก่า” ไม่ได้ทรงเลิก “ความกตัญญู ความเคารพ หรือความนอบน้อม” ของคนไทย ถ้าแยกสองเรื่องนี้ไม่ออก ก็เหมือนอ่านตำราอาหารแล้วคิดว่าการเลิกใช้เตาฟืนแปลว่าคนไทยต้องเลิกกินข้าว อันนี้ก็ออกจะหิวความหมายผิดจานไปหน่อย

ในอดีต ธรรมเนียมการหมอบกราบอาจถูกผู้ใหญ่บางคนใช้เพื่อข่มผู้น้อย ใช้แสดงบารมี ใช้บังคับให้คนต่ำกว่าก้มหน้าโดยไม่มีสิทธิแม้แต่จะเงยขึ้นมามอง นั่นคือบริบทที่ต้องแก้ไข แต่ในสังคมปัจจุบัน การกราบ การไหว้ หรือการนั่งลงแสดงความเคารพ ไม่ได้อยู่บนฐานของการกดขี่แบบเดิมอีกต่อไป หลายครั้งมันเป็นเรื่องของความสมัครใจ ความรู้สึกส่วนตัว และวัฒนธรรมการให้เกียรติผู้ที่ตนเคารพ

คนไทยกราบพ่อแม่ กราบปู่ย่าตายาย กราบครูบาอาจารย์ กราบพระสงฆ์ และในบางโอกาสก็กราบเจ้านายที่ตนเคารพรัก เรื่องนี้สำหรับคนไทยจำนวนมากเป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่เข้าใจกันดี ไม่จำเป็นต้องมีใครมายืนเป่านกหวีดกำกับว่า “กราบได้” หรือ “กราบไม่ได้” เหมือนประกาศกฎจราจรกลางงานบุญ

ต่างชาติที่เข้าใจวัฒนธรรมไทยก็ไม่ได้มองเรื่องนี้อย่างตื่นตระหนกเสมอไป หลายคนมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความเคารพในวัฒนธรรมตะวันออก เหมือนแต่ละประเทศมีมารยาทของตนเอง บางแห่งจับมือ บางแห่งโค้งคำนับ บางแห่งแตะอก บางแห่งก้มศีรษะ คนมีวุฒิภาวะทางวัฒนธรรมย่อมรู้ว่า โลกไม่ได้มีมารยาทแบบเดียว และไม่ได้ต้องเอาวิธีทักทายของตัวเองไปวัดทุกชาติทุกภาษา

ส่วนใครจะกราบหรือไม่กราบนั้น ก็เป็นเรื่องของเขา ใครเคารพมากก็แสดงออกมาก ใครสะดวกไหว้ก็ไหว้ ใครยืนสำรวมก็ยืน ใครไม่ทำก็ไม่ทำ ตราบใดที่ไม่มีการบังคับ ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรง เรื่องนี้ก็ไม่ได้ควรถูกลากไปเป็นสงครามอุดมการณ์ใหญ่โตอะไรนักหนา คนทำก็ไม่ควรไปดุคนไม่ทำ คนไม่ทำก็ไม่ควรไปเยาะคนทำ เพราะสุดท้ายแล้วมารยาทของคนอื่น ไม่ได้เป็นพื้นที่ให้ใครเอาอุดมการณ์ไปตั้งแคมป์พักร้อน

ประเด็นที่น่าขำอยู่ตรงนี้ คนบางกลุ่มพยายามทำเหมือนตนเองค้นพบหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงการเอาเรื่องรัชกาลที่ 5 มาใช้แบบตัดตอน เหมือนเด็กเปิดพจนานุกรมเจอคำหนึ่งคำแล้วรีบวิ่งมาประกาศว่าไขความลับจักรวาลได้แล้ว ผู้ใหญ่ฟังแล้วก็ยิ้ม เอ็นดูบ้าง เหนื่อยใจบ้าง แล้วค่อย ๆ อธิบายว่า ลูกเอ๋ย ประวัติศาสตร์มันไม่ได้อ่านกันแบบจับคำเดียวแล้วชนะทั้งกระดาน

เพราะฉะนั้น การนำเรื่องเลิกหมอบคลานในสมัยรัชกาลที่ 5 มาโจมตีการแสดงความเคารพในยุคปัจจุบัน จึงเป็นการเทียบผิดบริบท ผิดเวลา และผิดความหมาย พระองค์ทรงปฏิรูปธรรมเนียมที่อาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำในระบบเก่า แต่ไม่ได้ทรงประกาศให้คนไทยเลิกเคารพผู้ใหญ่ เลิกกตัญญู หรือเลิกแสดงความนอบน้อมต่อผู้ที่ตนเคารพ

สรุปแบบสบายๆคือ ใครอยากไหว้ก็ไหว้ ใครอยากกราบก็กราบ ใครไม่อยากทำก็ยืนสำรวมให้เรียบร้อย ไม่มีใครเสียหาย แต่การเอาประวัติศาสตร์มาเล่นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพื่อแขวะคนอื่นนี่สิ น่าเป็นห่วงกว่า เพราะไม่ใช่การปฏิรูปความคิด แต่เป็นการพาประวัติศาสตร์ไปเดินหลงซอย แล้วบอกคนทั้งตลาดว่าตัวเองรู้ทางลัด

บางเรื่องถ้าไม่เข้าใจ ก็ถามได้ อ่านเพิ่มได้ ค่อย ๆ คิดได้ ไม่จำเป็นต้องรีบกระโดดขึ้นเวทีแล้วประกาศชัยชนะทางปัญญา เพราะสุดท้ายอาจกลายเป็นภาพเด็กถือแว่นขยายส่องเหรียญบาท แล้วบอกว่าตัวเองค้นพบพระจันทร์ก็เป็นได้"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top