วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569
สมเด็จแม่ ของคนไทยมีเพียงหนึ่งเดียว 12 สิงหาคมที่ไม่เหมือนเดิม พระองค์จากไป แต่มรดกที่ทรงสร้างยังมีชีวิต
เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ”สมเด็จแม่“ ของคนไทยมีเพียงหนึ่งเดียว 12 สิงหาคมที่ไม่เหมือนเดิม พระองค์จากไป แต่มรดกที่ทรงสร้างยังมีชีวิต
วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี คนไทยรู้จักกันในฐานะวันแม่แห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
แต่ 12 สิงหาคมปีนี้แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่เราเดินมาถึงวันนี้ หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว
เมื่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์จากไป สิ่งหนึ่งที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่า เราจดจำพระองค์อย่างไร แต่คือ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ยังคงทำงานอยู่หรือไม่
ในกรณีของสมเด็จพระพันปีหลวง คำตอบนั้นเห็นได้ชัดผ่านพระราชกรณียกิจหลายด้าน โดยเฉพาะ “ศิลปาชีพ”
หากอธิบายด้วยภาษานโยบายในปัจจุบัน สิ่งที่พระองค์ทรงทำเมื่อหลายสิบปีก่อน คือการเชื่อมสามเรื่องเข้าด้วยกันพร้อมกัน
หนึ่ง เศรษฐกิจฐานราก สอง การอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรม และสาม สิ่งที่วันนี้เราเรียกว่า Soft Power ทั้งหมดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาง่าย ๆ แต่สำคัญมาก
คนชนบทจำนวนมากในเวลานั้นมีรายได้จากการเกษตรเป็นหลัก เมื่อหมดฤดูทำนา เมื่อฝนไม่ตก เมื่อผลผลิตเสียหาย หรือเมื่อราคาพืชผลตกต่ำ รายได้ของทั้งครอบครัวก็หายไปพร้อมกัน
พระราชดำริเรื่องศิลปาชีพจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้คนไทย “อนุรักษ์วัฒนธรรม” แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานกว่านั้น ทำอย่างไรให้ประชาชนมีงานทำและมีรายได้เพิ่ม
งานทอผ้า งานปัก งานจักสาน งานแกะสลัก และงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่เคยเป็นเพียงภูมิปัญญาในครอบครัว จึงถูกนำมาพัฒนาให้มีคุณภาพ มีตลาด และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
นี่คือความสำคัญของสิ่งที่พระองค์ทรงทำ เพราะการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสั่งให้คนรักของเก่า แต่คือการทำให้คนที่รักษาของเก่านั้น สามารถมีชีวิตอยู่ได้จากมัน
ถ้าคนทอผ้าไม่มีรายได้ วันหนึ่งเขาก็ต้องเลิกทอ ถ้าคนรุ่นใหม่เรียนรู้ภูมิปัญญาจากพ่อแม่แล้วไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ วันหนึ่งความรู้นั้นก็จะหายไป แต่เมื่อผ้าผืนหนึ่งมีคนซื้อ เมื่อฝีมือของช่างมีราคา เมื่อภูมิปัญญาของชุมชนกลายเป็นรายได้ วัฒนธรรมก็ไม่ต้องถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ มันยังมีชีวิตอยู่ในชีวิตของคน
ตรงนี้เองที่ทำให้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมีความร่วมสมัยอย่างยิ่ง เพราะวันนี้รัฐบาล พรรคการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ และนักการตลาดพูดกันมากถึงคำว่า เศรษฐกิจฐานราก Creative Economy Soft Power การสร้าง Brand Thailand แต่แนวคิดพื้นฐานบางส่วนของสิ่งเหล่านี้ถูกลงมือทำมาแล้วหลายสิบปี ไม่ใช่ด้วยการสร้างแคมเปญโฆษณา แต่เริ่มจากหมู่บ้าน จากคนทอผ้า จากเกษตรกร จากชาวบ้านที่มีรายได้ไม่แน่นอน แล้วค่อยยกระดับผลิตภัณฑ์ของพวกเขาให้เดินออกจากหมู่บ้านไปสู่ตลาด ไปสู่เมือง และในที่สุดไปสู่สายตาของโลก
ผ้าไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงผ้า มันกลายเป็นทั้งรายได้ของครอบครัว เป็นความภาคภูมิใจของชุมชน เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และกลายเป็นภาพหนึ่งของประเทศไทยในสายตาชาวโลก
นี่คือจุดที่ประวัติศาสตร์เชื่อมเข้ากับการเมืองปัจจุบัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคำอธิบายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์หลายแบบ บางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสถาบันอย่างรุนแรง
บางครั้งคำวิจารณ์ขยายไปถึงการสร้างภาพว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ห่างไกลจากประชาชน อยู่เหนือปัญหาของคนธรรมดา หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนรากหญ้า เรื่องเช่นนี้ไม่ควรตอบด้วยอารมณ์ และไม่จำเป็นต้องตอบด้วยการบอกให้ใครเชื่อ
วิธีที่ดีที่สุดคือกลับไปดูหลักฐาน หากย้อนกลับไปดูพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เราจะพบว่า กลุ่มประชาชนที่ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมาก ไม่ใช่คนร่ำรวยในเมือง แต่คือชาวนา ชาวไร่ ประชาชนในชนบท ครอบครัวรายได้น้อย และชุมชนห่างไกล
พระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนไม่ได้มีเพียงพิธีการหรือสัญลักษณ์ แต่มีมิติของการพยายามแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง อาชีพ และรายได้อยู่ด้วย การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การบอกให้ประชาชนเชื่อว่า พระองค์ทรงดีอย่างไร แต่คือการพาประชาชนกลับไปดูว่า ในวันที่คนชนบทจำนวนมากยังยากจน ในวันที่ประเทศไทยยังไม่มีคำว่า Soft Power ในวันที่ Creative Economy ยังไม่ใช่ศัพท์ทางนโยบาย
พระองค์ทรงทำอะไรอยู่ คำตอบหนึ่งก็คือ พระองค์ทรงพยายามทำให้คนจนไม่ได้มีเพียงความช่วยเหลือชั่วคราว แต่มีงาน มีรายได้ มีทักษะ มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง วันนี้เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า เศรษฐกิจฐานราก เราเรียกมันว่า Creative Economy เราเรียกมันว่า Soft Power เราเรียกมันว่า Sustainable Development แต่เมื่อหลายสิบปีก่อน ชาวบ้านจำนวนมากอาจไม่รู้จักศัพท์เหล่านี้เลย พวกเขารู้เพียงว่า เมื่อหมดฤดูทำนา ยังมีงานให้ทำ ผ้าที่แม่ทอ มีคนเห็นคุณค่า ฝีมือของยาย ไม่จำเป็นต้องตายไปพร้อมกับยาย และครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น
นี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวงในวันที่ 12 สิงหาคม ไม่ใช่เพียงรำลึกว่าพระองค์ทรงเป็นใคร แต่รำลึกว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำ เคยเปลี่ยนชีวิตของคนธรรมดาอย่างไร เพราะบางครั้ง ประวัติศาสตร์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรถูกอ่านผ่านคำสรรเสริญเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ควรถูกอ่านผ่านคำกล่าวหาเพียงด้านเดียว แต่ควรอ่านจากหลักฐาน และอ่านจากชีวิตของประชาชนที่เคยได้รับผลจากสิ่ง ที่พระองค์ทรงทำจริง ๆ
พระคุณแม่มากพ้น พรรณนา
จดลึกเหนือเวลา เปรียบได้
แทนคุณแม่ยากหา ใดทด แทนคุณ
ประกอบดีประกาศไว้ โลกรู้ สรรเสริญ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ
ประจำปีพุทธศักราช 2569
12 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 วันแม่แห่งชาติ
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี