วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อนายกฯ อนุทิน ประกาศ "ยกเลิก MOU 44": พลิกกระดานยุทธศาสตร์ไทย-กัมพูชา สู่บทเรียนจาก "ไทย-มาเลเซีย"
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดทันที เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนในการ "ยกเลิก MOU 2544" หรือ MOU 44 กับกัมพูชา การขยับหมากครั้งนี้ของท่านนายกฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่คือการส่งสัญญาณว่า "กรอบเดิมที่ใช้มา 25 ปีนั้นเดินต่อไม่ได้อีกแล้ว"
ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมมองว่านี่คือจังหวะสำคัญที่เราต้องมาทบทวนกันว่า หลังจากรัฐบาลตัดสินใจ "ล้างกระดาน" เดิมทิ้งแล้ว เราจะเดินหน้าต่ออย่างไรเพื่อรักษาทั้งอธิปไตยและผลประโยชน์ทางพลังงานให้สมดุลที่สุด?
ทำไมต้องยกเลิก? เจาะปมค้างคาของ MOU 44
MOU 44 คือบันทึกความเข้าใจที่ทำไว้เพื่อจัดการ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ขนาดกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีมูลค่าก๊าซธรรมชาติมหาศาล
แต่ปัญหาที่ทำให้มันไปต่อไม่ได้คือ:
เงื่อนไขที่ผูกมัดจนขยับไม่ได้: MOU 44 บังคับให้คุยเรื่อง "การแบ่งเขตแดน" ไปพร้อมๆ กับ "การแบ่งปันทรัพยากร" (ตัดขาดจากกันไม่ได้) ซึ่งในทางปฏิบัติ เรื่องเขตแดนคือศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ ทำให้การเจรจาเรื่องพลังงานถูกแช่แข็งตามไปด้วย
ความกังวลเรื่องอธิปไตย: เส้นที่กัมพูชาลากในปี 2515 ตัดผ่าน "เกาะกูด" ของไทย ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจากภาคสังคม จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศทุกครั้ง
เมื่อกระดุมเม็ดแรกติดผิดมาตลอด การที่นายกฯ อนุทิน ออกมาประกาศยกเลิก จึงเป็นการ "ล้างไพ่ใหม่" (Set Zero) เพื่อหาช่องทางที่ไทยจะไม่เสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์
"โมเดลไทย-มาเลเซีย" – ทางออกที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง
หากเราไม่อยากติดกับดักเดิมๆ ผมอยากให้ทุกคนหันไปมองความสำเร็จทางทิศใต้ครับ นั่นคือ พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area หรือ JDA) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ
ยุทธศาสตร์ที่ไทย-มาเลเซียใช้ (และเราควรนำมาปรับใช้):
"วางเรื่องเส้น... เน้นเรื่องก๊าซ": ทั้งสองประเทศตกลงกันว่าจะ "ไม่คุยเรื่องเขตแดนเป็นเวลา 50 ปี" แต่ให้มาตั้งองค์กรกลางร่วมกัน เพื่อขุดก๊าซขึ้นมาแบ่งผลประโยชน์กันคนละกึ่งหนึ่ง (50:50)
การรักษาศักดิ์ศรี: มีข้อกำหนดชัดเจนว่าการทำงานร่วมกันนี้ "ไม่ถือเป็นการสละสิทธิ์ในเขตแดน" ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้ลดแรงกดดันทางการเมืองไปได้มหาศาล
ผลลัพธ์จับต้องได้: ปัจจุบันเรามีก๊าซจากพื้นที่ JDA มาช่วยลดค่าไฟฟ้าให้คนไทยมานานหลายทศวรรษ โดยที่ไม่มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนมาเกี่ยวข้อง
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ – ก้าวต่อไปของไทย
การประกาศของนายกฯ คือการปิดประตูบานที่ใช้ไม่ได้ผล แต่เราต้องรีบเปิดประตูบานใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิม:
สื่อสารด้วยความจริง: รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเกาะกูดเป็นของไทย 100% ตามสนธิสัญญาประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust) กลับคืนมา ปรับใช้แนวทางเน้นผลลัพธ์ (Pragmatic Approach): หากเราสามารถแยก "โซนพลังงาน" ออกจาก "โซนเขตแดน" เหมือนที่ทำกับมาเลเซียได้ เราจะสามารถดึงทรัพยากรขึ้นมาใช้ได้ทันก่อนที่โลกจะเลิกใช้ก๊าซธรรมชาติ
มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน:
การยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการเริ่มต้นเจรจาด้วย "พิมพ์เขียวใหม่" โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนไทยเชื่อมั่นว่า "อธิปไตยต้องไม่เสีย และประชาชนต้องได้ใช้พลังงานราคาถูก"
ทุกท่านล่ะครับ คิดว่าแนวทางแบบไทย-มาเลเซีย คือทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้หรือไม่?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี