วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในที่สุด ครม.ได้เห็นชอบยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ตามข้อเสนอของสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมครม.เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่า ในเมื่อเอ็มโอยู 2544 ผ่านมาถึง 25 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าไร้ข้อสรุป จึงตัดสินใจจะใช้ตัวอ้างอิงอื่น อาทิ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS มาอ้างอิงเพื่อเป็นแนวทางร่วมของไทยและกัมพูชา เนื่องจากที่ 2 ประเทศต่างก็เป็นภาคีของ UNCLOS โดยจะยึดหลัก "ไทยแลนด์เฟิร์ส" ในการดำเนินการ
ขณะที่กัมพูชา ก็รีบเปิดไพ่ตัวสุดท้ายอย่างรวดเร็ว โดยนายปรัก สุคน รองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ หรือ Compulsory Conciliation ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS
การเคลื่อนไหวของไทยและกัมพูชาครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเกมการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เปลี่ยนจากการใช้กลไกทวิภาคีมาสู่กระบวนการสากลอย่างเต็มรูปแบบ
"แนวหน้าออนไลน์" จะพาไปดูว่า การประนอมภาคบังคับ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคืออะไร และประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหนในการเข้าสู่กระบวนการนี้
การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ หรือ Compulsory Conciliation เป็นกระบวนการที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 5 หมวด 2 ของ UNCLOS
กระบวนการจะเริ่มจาก กัมพูชาในฐานะผู้ร้อง จะต้องส่งหนังสือแจ้งการริเริ่มกระบวนพิจารณาอย่างเป็นทางการมายังรัฐบาลไทย และสำเนาถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อหนังสือนี้ถูกส่งออกไป มาตรา 11 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้อย่างเด็ดขาดว่า รัฐภาคีผู้ถูกร้อง "มีพันธกรณีที่จะต้องยอมรับกระบวนพิจารณาดังกล่าว"
โดยการดำเนินการจะมีคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญอิสระจำนวน 5 คน ประกอบด้วย กรรมาธิการแต่งตั้งจากรัฐผู้ร้อง และรัฐผู้ถูกร้อง ฝ่ายละ 2 คน จากนั้นกรรมาธิการทั้ง 4 คนที่ได้รับการแต่งตั้ง จะร่วมกันคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญคนที่ 5 จากประเทศที่สาม เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณา คณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และข้อเสนอแนะส่งให้แก่เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการส่งต่อให้แก่รัฐภาคีคู่พิพาททั้งสองฝ่ายโดยทันที เพื่อให้รัฐภาคีทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจาทำข้อตกลงกันบนพื้นฐานของรายงานฉบับนั้น
คำถามที่น่าสนใจคือ รายงานของคณะกรรมาธิการการประนอมข้อพิพาทนี้ มีอำนาจบังคับให้ประเทศไทยต้องกระทำตามหรือไม่?
คำตอบคือ แม้บทบัญญัติในมาตรา 7 วรรค 2 ของภาคผนวกที่ 5 ระบุไว้ว่า "รายงานของคณะกรรมาธิการ รวมถึงข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะในรายงานนั้น จะต้องไม่มีผลผูกพันรัฐภาคี" แต่ในแง่ของความชอบธรรม รายงานดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ์สูงในการกดดันให้รัฐภาคีต้องปฏิบัติตาม
ความสำเร็จของแรงกดดันลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากกรณีข้อพิพาทติมอร์-เลสเตและออสเตรเลีย (ปี ค.ศ.2016-2018) ซึ่งเป็นคดีแรกของโลกที่มีการใช้งานกลไกนี้
ติมอร์-เลสเต ร้องว่าถูกออสเตรเลียเอาเปรียบผ่านสนธิสัญญาเดิมที่ห้ามเจรจาเขตแดนทางทะเลจนถึงปี 2057 และออสเตรเลียก็ประกาศไม่รับอำนาจศาล UNCLOS
อย่างไรก็ตาม เมื่อติมอร์-เลสเต เปิดใช้งาน Compulsory Conciliation คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อเท็จจริงและสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจริยธรรมและการทูต จนในที่สุดออสเตรเลียจำยอมต้องกลับมาเจรจาใหม่ และนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาแบ่งเขตแดนทางทะเลฉบับใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ติมอร์-เลสเตอย่างมหาศาล
แม้จะไม่มีผลบังคับโดยตรง แต่นี่คือภาพสะท้อนอานุภาพที่แท้จริงของกลไก กระบวนการประนอมภาคบังคับ หรือ Compulsory Conciliation ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่กำลังถูกหยิบมาใช้ในกรณีของไทยและกัมพูชา
- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี