วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่าอาหารเสริม — อะไรมีประโยชน์จริง อะไรเสียเงินเปล่า และทำไมคนไทยถึงโดนหลอกบ่อยมาก?
บทที่ 7 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)
ผมอยากเริ่มบทนี้ด้วยตัวเลขสักตัวหนึ่งครับ
ตลาดอาหารเสริมทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเติบโตขึ้นทุกปีอย่างไม่หยุด ในประเทศไทยเองตลาดอาหารเสริมมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทและขยายตัวต่อเนื่อง
ถามว่าทำไมคนถึงซื้ออาหารเสริมมากขนาดนี้? คำตอบไม่ใช่เพราะมีหลักฐานว่าได้ผลครับ แต่เพราะมีการตลาดที่เก่งมาก
บทนี้ไม่ได้มีเป้าหมายจะบอกว่าคุณควรซื้อหรือไม่ซื้ออาหารเสริมอะไร การตัดสินใจนั้นเป็นของคุณและแพทย์ที่รู้จักประวัติสุขภาพของคุณ สิ่งที่บทนี้จะทำคือให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น แยกแยะระหว่างหลักฐานที่มีจริงกับโฆษณาที่ฟังดูน่าเชื่อ
คนไทยโดนหลอกเรื่องอาหารเสริมอย่างไร?
ก่อนพูดถึงหลักฐาน อยากพูดถึงปรากฏการณ์ที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาครับ นั่นคือการหลอกลวงผู้บริโภคผ่านสื่อออนไลน์ในเรื่องอาหารเสริม
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในโซเชียลมีเดียของไทยมีดังนี้
รูปแบบแรก — ใช้ชื่อและรูปแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมเองเคยถูกนำรูปและชื่อไปใช้โฆษณาอาหารเสริมที่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยแนะนำมาก่อน ซึ่งพบบ่อยมากในหมู่แพทย์ที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยตรง ถ้าเห็นแพทย์ "รับรอง" อาหารเสริมในโฆษณา ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอและตรวจสอบกับแพทย์คนนั้นโดยตรง
รูปแบบที่สอง — อ้างงานวิจัยที่ไม่มีอยู่จริงหรือบิดเบือน เช่น "งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดพบว่า..." โดยไม่มีการอ้างอิงชื่องานวิจัยจริง ชื่อผู้วิจัย หรือวารสารที่ตีพิมพ์ งานวิจัยที่น่าเชื่อถือต้องระบุชื่อผู้วิจัย ชื่อวารสาร และปีที่ตีพิมพ์เสมอ
รูปแบบที่สาม — ใช้ Testimonial หรือรีวิวจากผู้ใช้จริงหรือบัญชีปลอม "กินแล้วหายจากโรคที่หมอบอกรักษาไม่ได้" ประโยคแบบนี้ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ครับ เป็นเรื่องเล่าส่วนตัวที่ไม่มีการควบคุมตัวแปรใด ๆ และในหลายกรณีเป็นรีวิวที่จ้างเขียน
รูปแบบที่สี่ — ราคาพิเศษ จำนวนจำกัด กดซื้อตอนนี้ เทคนิคการสร้างความเร่งด่วนเทียมเพื่อให้ตัดสินใจโดยไม่ได้คิด เป็นกลยุทธ์การตลาดคลาสสิกที่ใช้ได้ดีโดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เพราะถ้ามีหลักฐานดีจริงก็ไม่จำเป็นต้องรีบขาย
รูปแบบที่ห้า — อ้างว่า "แพทย์ไม่บอกความจริง" หรือ "วงการแพทย์ปิดบังข้อมูล" นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดที่สุดครับ วงการแพทย์มีปัญหาและข้อบกพร่องหลายอย่าง แต่ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าแพทย์ทั่วโลกร่วมกันปิดบังการรักษาที่ "ได้ผลจริง" นั้นไม่มีเหตุผลรองรับ
ทำความเข้าใจก่อน — อาหารเสริมคืออะไรและถูกกำกับดูแลอย่างไร?
อาหารเสริมไม่ใช่ยา และไม่ได้ถูกกำกับดูแลเหมือนยา
ในประเทศไทย ยาต้องผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนได้รับอนุญาตวางขาย แต่อาหารเสริมมีข้อกำหนดที่หย่อนกว่ามาก ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าสินค้าของตนได้ผลก่อนวางขาย นั่นหมายความว่าโฆษณาที่บอกว่า "บำรุงสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ" ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับก็พูดได้ตามกฎหมาย
ดังนั้นเวลาที่คุณเห็นโฆษณาอาหารเสริม คำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ "ดีไหม?" แต่คือ "มีงานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial ในมนุษย์รองรับไหม? ทำในคนกี่คน? ติดตามนานแค่ไหน? และตีพิมพ์ในวารสารที่มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า?"
หลักฐานสามระดับที่ใช้ในบทนี้
เพื่อให้การนำเสนอโปร่งใสที่สุด บทนี้แบ่งหลักฐานออกเป็นสามระดับอย่างชัดเจนครับ
ระดับที่ 1 — มีงานวิจัยในมนุษย์ขนาดใหญ่รองรับ มีการตีพิมพ์ในวารสารที่ผ่านการตรวจสอบ และมีฉันทามติในวงการแพทย์
ระดับที่ 2 — มีหลักฐานเบื้องต้นที่น่าสนใจ แต่งานวิจัยยังมีข้อจำกัดหรืออยู่ระหว่างการศึกษา ยังสรุปไม่ได้ชัดเจน
ระดับที่ 3 — หลักฐานน้อยหรืองานวิจัยที่มีอยู่ยังมีข้อบกพร่องสำคัญ ไม่แนะนำให้ใช้เป็นเป้าหมายหลัก
กลุ่มที่ 1 — หลักฐานระดับที่ 1
วิตามิน D3
วิตามิน D ไม่ได้เป็นแค่วิตามินครับ มันทำงานเหมือนฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของยีนกว่าพันตัวในร่างกาย มีตัวรับวิตามิน D อยู่ในเกือบทุกเซลล์ของร่างกาย
งานวิจัย meta-analysis ขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่าการขาดวิตามิน D สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 มะเร็งบางชนิด โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ภาวะซึมเศร้า และการติดเชื้อทางเดินหายใจ¹
ที่น่าแปลกใจสำหรับคนไทยคือแม้เราจะอยู่ในประเทศเขตร้อนที่แดดแรงตลอดปี แต่การศึกษาพบว่าคนไทยจำนวนมากมีระดับวิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม² เนื่องจากส่วนใหญ่ทำงานในอาคาร เดินทางในรถ ทาครีมกันแดด และไม่ได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างเพียงพอ
วิธีที่ดีที่สุดคือตรวจเลือดดูระดับ 25-hydroxyvitamin D ก่อน และปรึกษาแพทย์ประจำตัวว่าจำเป็นต้องเสริมหรือไม่ และในขนาดเท่าไหร่?
กรดไขมันโอเมก้า-3 จากปลา (EPA และ DHA)
โอเมก้า-3 มีหลักฐานรองรับมากที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาอาหารเสริมทั้งหมด
งานวิจัย REDUCE-IT Trial ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 2018 ทดลองใช้โอเมก้า-3 ขนาดสูง 4 กรัมต่อวันในผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงและความเสี่ยงโรคหัวใจสูง พบว่าลดการเกิดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 25% เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก³
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงขนาดนั้น การกินปลาทะเลน้ำลึกสัปดาห์ละสองถึงสามมื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับโอเมก้า-3 โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริม แต่ถ้ากินปลาได้น้อย การเสริมโอเมก้า-3 จากน้ำมันปลาเป็นตัวเลือกที่มีหลักฐานรองรับ ทั้งนี้ขนาดที่เหมาะสมและความจำเป็นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์
แมกนีเซียม (Magnesium)
แมกนีเซียมมีส่วนร่วมในกระบวนการทางชีวเคมีในร่างกายมากกว่า 300 ปฏิกิริยา ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การสังเคราะห์โปรตีน การควบคุมน้ำตาลในเลือด ไปจนถึงการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
งานวิจัยพบว่าคนจำนวนมากได้รับแมกนีเซียมจากอาหารน้อยกว่าที่ควร⁴ และงานวิจัย meta-analysis พบว่าการเสริมแมกนีเซียมช่วยลดความดันโลหิตได้พอควรและอาจปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน⁵
อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว เมล็ดฟักทอง ดาร์กช็อกโกแลต และธัญพืชไม่ขัดสี การกินอาหารเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ดีก่อนพิจารณาอาหารเสริม
กลุ่มที่ 2 — หลักฐานน่าสนใจแต่ยังไม่สรุปได้
วิตามิน K2
วิตามิน K2 ทำงานร่วมกับวิตามิน D3 โดยช่วยนำแคลเซียมไปที่กระดูกและป้องกันไม่ให้สะสมในผนังหลอดเลือด กลไกทางชีววิทยาชัดเจนและน่าสนใจ⁶ แต่งานวิจัยแบบ RCT ขนาดใหญ่ในมนุษย์ยังมีไม่มากพอที่จะสรุปได้ชัดเจน วงการแพทย์ยังถกเถียงกันอยู่ในประเด็นนี้
โปรไบโอติกส์ (Probiotics)
มีงานวิจัยพบว่าโปรไบโอติกส์บางสายพันธุ์มีประโยชน์ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น ช่วยลดอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ และอาจช่วยในโรคลำไส้แปรปรวน แต่ปัญหาคือโปรไบโอติกส์มีหลายพัน
สายพันธุ์ และผลที่ดีของสายพันธุ์หนึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับสายพันธุ์อื่นได้ การซื้อโปรไบโอติกส์ทั่วไปจากร้านโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์จึงเป็นการลองเสี่ยงมากกว่าการรักษา
เคอร์คูมิน (Curcumin) จากขมิ้น
งานวิจัยในห้องปฏิบัติการแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบที่น่าสนใจ แต่ปัญหาหลักคือเคอร์คูมินดูดซึมได้แย่มากในร่างกายมนุษย์ งานวิจัยในมนุษย์ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ถ้าต้องการประโยชน์จากขมิ้น การกินอาหารที่มีขมิ้นในปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารเป็นประจำน่าจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและประหยัดกว่า
กลุ่มที่ 3 — หลักฐานน้อย ควรพิจารณาก่อนซื้อ
วิตามินซีขนาดสูง
วิตามินซีจำเป็นต่อร่างกายครับ แต่ขนาดที่ร่างกายต้องการต่อวันอยู่ที่ประมาณ 65-90 mg ซึ่งได้จากส้มหนึ่งผลหรือฝรั่งครึ่งผล
Cochrane Review ที่ทบทวนงานวิจัยในคนสุขภาพดีกว่าร้อยชิ้นสรุปว่าการเสริมวิตามินซีขนาดสูงไม่ได้ป้องกันหวัดในคนทั่วไป และอาจลดระยะเวลาเป็นหวัดได้เล็กน้อยประมาณวันเดียว⁷
ร่างกายมนุษย์ดูดซึมวิตามินซีได้สูงสุดประมาณ 200-400 mg ต่อมื้อ ที่เหลือถูกขับออกทางปัสสาวะ ดังนั้นการซื้อวิตามินซี 1,000 mg ขึ้นไปจึงไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับคนทั่วไปที่กินผักผลไม้พอเพียง
คอลลาเจน
ความจริงทางชีววิทยาคือคอลลาเจนที่กินเข้าไปจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนในกระเพาะอาหารก่อน ร่างกายจะนำกรดอะมิโนเหล่านั้นไปใช้ตามที่ต้องการ ไม่ได้นำไปสร้างคอลลาเจนผิวหนังโดยตรง
มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า Hydrolyzed Collagen อาจมีผลต่อความยืดหยุ่นของผิวเล็กน้อย แต่งานวิจัยเหล่านั้นส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ระยะสั้น และหลายชิ้นได้รับทุนจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการประเมินความน่าเชื่อถือ
วิตามินรวม (Multivitamin)
งานวิจัย Physicians' Health Study II ติดตามแพทย์ชายชาวอเมริกันกว่า 14,000 คนเป็นเวลา 11 ปี ไม่พบว่าการกินวิตามินรวมทุกวันลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ⁸
วิตามินรวมอาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจริง ๆ หรือกินอาหารได้ไม่หลากหลาย แต่สำหรับคนที่กินอาหารครบหมู่ หลักฐานสนับสนุนการใช้วิตามินรวมเป็นประจำยังไม่แข็งแรงพอ
กล่องความรู้: ตรวจสอบก่อนซื้ออาหารเสริม — ห้าคำถามที่ช่วยได้
หนึ่ง — มีงานวิจัยในมนุษย์จริง ๆ ไหม? งานวิจัยในหนูหรือในห้องปฏิบัติการไม่ใช่หลักฐานเดียวกับงานวิจัยในมนุษย์
สอง — งานวิจัยนั้นตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียงไหม? สามารถค้นหาได้ใน PubMed ที่ pubmed.ncbi.nlm.nih.gov ฟรีและเชื่อถือได้
สาม — ใครเป็นผู้ให้ทุนวิจัย? งานวิจัยที่ได้รับทุนจากบริษัทผู้ผลิตมีโอกาสสูงกว่าที่จะรายงานผลในแง่บวก
สี่ — แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ที่แนะนำผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนได้เสียทางการเงินหรือไม่?
ห้า — ถ้าผลิตภัณฑ์นี้ได้ผลจริงตามที่อ้าง ทำไมยังไม่กลายเป็นยาที่แพทย์สั่งกันทั่วโลก? สิ่งที่ได้ผลจริงในทางการแพทย์มักกลายเป็นมาตรฐานการรักษาไม่ช้าก็เร็ว
สิ่งที่สำคัญกว่าอาหารเสริมทุกอย่างรวมกัน
ผมอยากจบบทนี้ด้วยสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุดครับ
ถ้าคุณกินอาหารแย่ นอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย เครียดตลอดเวลา และสูบบุหรี่ การซื้ออาหารเสริมทุกอย่างมารับประทานพร้อมกันก็ไม่ช่วยอะไรมากนัก
อาหารเสริมทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกใช้เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดไปจากพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อชดเชยพื้นฐานที่แย่
ถ้ามีเงินจำกัดและต้องเลือกระหว่างซื้ออาหารเสริมราคาแพงหรือซื้อผักและปลาเพิ่มขึ้น อาหารจริงยังคงให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมและได้รับการพิสูจน์มากกว่าอาหารเสริมเสมอ
และที่สำคัญที่สุด ก่อนเริ่มอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือกำลังกินยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ เพราะอาหารเสริมบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ได้
สรุปบทที่ 7
อาหารเสริมที่มีหลักฐานระดับที่ 1 ได้แก่ วิตามิน D3 สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าระดับต่ำ โอเมก้า-3 สำหรับผู้ที่กินปลาได้น้อย และแมกนีเซียมสำหรับผู้ที่ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ ทั้งหมดควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม อาหารเสริมที่หลักฐานยังไม่แน่นได้แก่วิตามิน K2 โปรไบโอติกส์ และเคอร์คูมิน และอาหารเสริมที่ประโยชน์สำหรับคนสุขภาพดีที่กินอาหารหลากหลายยังไม่ชัดเจนได้แก่วิตามินซีขนาดสูง คอลลาเจน และวิตามินรวม คนไทยควรระวังการตลาดออนไลน์ที่อ้างสรรพคุณเกินจริงและตรวจสอบหลักฐานก่อนซื้อทุกครั้ง
ทำได้เลยวันนี้
หนึ่ง — ถ้ายังไม่เคยตรวจระดับวิตามิน D ในเลือด ขอให้แพทย์ตรวจในการตรวจสุขภาพครั้งหน้า เพราะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และตรวจไม่แพง
สอง — ดูตู้ยาหรือกล่องอาหารเสริมที่บ้าน ลองค้นชื่อสินค้าหรือสารสำคัญใน PubMed แล้วดูว่ามีงานวิจัยในมนุษย์ขนาดใหญ่รองรับหรือไม่
สาม — ครั้งต่อไปที่เห็นโฆษณาอาหารเสริมในโซเชียลมีเดียที่อ้างว่าแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญรับรอง ให้ตรวจสอบกับแพทย์คนนั้นโดยตรงหรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเสมอ
เอกสารอ้างอิงบทที่ 7
Holick MF. Vitamin D deficiency. New England Journal of Medicine. 2007;357(3):266–281.
Palacios C, Gonzalez L. Is vitamin D deficiency a major global public health problem? Journal of Steroid Biochemistry and Molecular Biology. 2014;144PA:138–145.
Bhatt DL, Steg PG, Miller M, et al. Cardiovascular risk reduction with icosapentaenoic acid for hypertriglyceridemia. New England Journal of Medicine. 2019;380(1):11–22.
Rosanoff A, Weaver CM, Rude RK. Suboptimal magnesium status in the United States: are the health consequences underestimated? Nutrition Reviews. 2012;70(3):153–164.
Zhang X, Li Y, Del Gobbo LC, et al. Effects of magnesium supplementation on blood pressure: a meta-analysis of randomized double-blind placebo-controlled trials. Hypertension. 2016;68(2):324–333.
Vermeer C. Vitamin K: the effect on health beyond coagulation — an overview. Food and Nutrition Research. 2012;56:5329. หมายเหตุ: หลักฐาน RCT ในมนุษย์ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2013;(1):CD000980.
Sesso HD, Christen WG, Bubes V, et al. Multivitamins in the prevention of cardiovascular disease in men: the Physicians' Health Study II randomized controlled trial. JAMA. 2012;308(17):1751–1760.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี