วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์สามสี" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ส้มขึงขัง เพราะอุดมการณ์ หรือเพราะบ้านใกล้แตก เกม “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการประคองฐานฮาร์ดคอร์ วิเคราะห์โดย ปราชญ์ สามสี
การที่พรรคประชาชนกลับมาเปิดเกมแรง พูดเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” และพยายามขึงขังในโหมดซ้ายอีกครั้ง อาจไม่ได้เกิดจากการค้นพบอุดมการณ์ใหม่ แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคกำลังเผชิญแรงกดดันจากฐานเดิมของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฐานฮาร์ดคอร์ที่เคยเชื่อว่า พรรคสีส้มจะเป็นหัวหอกชนโครงสร้างอำนาจอย่างไม่ถอย
ปัญหาของพรรคส้มในวันนี้ คือการติดอยู่ระหว่างสองแรงดึง ด้านหนึ่งคือความเป็นพรรคการเมืองในระบบ ที่ต้องระวังคดี ระวังยุบพรรค ระวังคะแนนคนกลาง และระวังต้นทุนทางกฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งคือฐานฮาร์ดคอร์ที่ยังต้องการเห็นพรรคเดินหน้าแตะประเด็นเดิมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน มาตรา 112 รัฐธรรมนูญ 2560 องค์กรอิสระ และโครงสร้างอำนาจที่พวกเขาเชื่อว่าต้องเปลี่ยนแปลง
นี่จึงทำให้พรรคส้มต้องเล่นเกมสองชั้น ชั้นแรก ต้องแสดงออกให้แรงพอเพื่อส่งสัญญาณกลับไปยังฐานเดิมว่า “พรรคยังไม่ถอย” แต่ชั้นที่สอง ต้องไม่แรงจนพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายหรือทำให้เสียคะแนนจากคนกลาง พรรคจึงเลือกใช้คำกว้าง ๆ อย่าง “ระบอบสีน้ำเงิน” แทนการเดินชนประเด็นอ่อนไหวแบบตรง ๆ
บาดแผลสำคัญที่ทำให้พรรคถูกตั้งคำถาม คืออดีตทางการเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะภาพการเคยโหวตหนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ฐานเดิมบางส่วนมองว่า พรรคที่เคยประกาศสู้กับอำนาจเก่า กลับเคยมีส่วนเปิดทางให้ฝ่ายที่วันนี้ถูกอธิบายว่าเป็นแกนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ขึ้นสู่อำนาจ คำถามจึงไม่ใช่แค่พรรคส้มสู้จริงหรือไม่ แต่คือพรรคจะอธิบายอดีตของตัวเองอย่างไรให้ฐานเดิมยอมรับได้
แรงกดดันนี้ยิ่งชัดขึ้น เมื่อปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาเตือนพรรคประชาชนว่าอย่าลืม “เหตุแห่งกำเนิด” และอย่ากลายเป็นเพียงพรรคเลือกตั้งที่แฉรายวันเพื่อให้มีแสงส่อง คำเตือนนี้สะท้อนว่าภายในเครือข่ายเดิมเองก็เริ่มมีคำถามว่า พรรคส้มกำลังอ่อนลง เบาลง หรือห่างจากธงตั้งต้นไปแล้วหรือไม่
ขณะเดียวกัน พรรคยังเจอแรงเสียดทานจากประเด็นหลังบ้าน ทั้งเรื่องเครือข่ายสื่อสาร กลุ่มผลิตคอนเทนต์ การจัดการกระแสออนไลน์ และเสียงวิจารณ์จากคนในเครือข่ายเดิม ภาพพรรคที่เคยยืนบนแท่นความโปร่งใสและตรวจสอบคนอื่น จึงเริ่มถูกย้อนถามว่า หลังบ้านของตัวเองเปิดให้สังคมตรวจสอบได้มากเพียงใด
ดังนั้น การเปิดเกม “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงไม่ใช่แค่การโจมตีรัฐบาลหรือภูมิใจไทย แต่เป็นการสร้างฉากรบใหม่เพื่อดึงฐานฮาร์ดคอร์กลับมาอยู่ใต้ธงเดียวกันอีกครั้ง พรรคต้องทำให้ฐานเดิมรู้สึกว่า พรรคยังมีสนามต่อสู้ ยังมีศัตรูทางการเมือง และยังมีเป้าหมายใหญ่ ไม่ใช่กลายเป็นพรรคเลือกตั้งธรรมดาที่ปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในระบบเท่านั้น
ในเกมนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงถูกยกขึ้นมาเป็น “ความฝันใหม่” ของฐานมวลชน เป็นประตูบานแรกของการออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประสานรอยร้าวภายในบ้านส้ม พรรคใช้ธงแก้รัฐธรรมนูญเพื่อบอกฐานฮาร์ดคอร์ว่า “เรายังไม่ถอย” และบอกคนกลางว่า “เรายังมีเป้าหมายเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ปะทะรายวัน”
แต่โจทย์ใหญ่คือ พรรคส้มกำลังกลับซ้ายเพราะมั่นใจในอุดมการณ์จริง หรือกลับซ้ายเพราะถูกฐานฮาร์ดคอร์ไล่ให้กลับไปยืนตำแหน่งเดิม พรรคต้องขึงขังพอให้ฐานเดิมเชื่อ แต่ก็ต้องระวังพอไม่ให้เสียพื้นที่ทางกฎหมายและการเลือกตั้ง นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของพรรคส้มในเวลานี้
บทสรุปคือ พรรคประชาชนไม่ได้เพียงเปิดศึกกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่กำลังเปิดศึกกับเงาของตัวเองด้วย ทั้งเงาจากแผลโหวตอนุทิน เงาจากแรงกดดันทางคดี เงาจากฐานฮาร์ดคอร์ที่เริ่มไม่พอใจ และเงาจากคำถามว่า พรรคยังจำ “เหตุแห่งกำเนิด” ของตัวเองได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า พรรคส้มกลับซ้ายจริงหรือไม่ แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า พรรคส้มกลับซ้ายเพื่อเดินหน้าอุดมการณ์ หรือกลับซ้ายเพื่อซ่อมภาพตัวเองและประคองบ้านไม่ให้แตก เพราะหากเป็นอย่างแรก พรรคต้องพิสูจน์ด้วยการทำงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง แต่หากเป็นอย่างหลัง “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็อาจเป็นเพียงฉากใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อบังรอยร้าวจำนวนมากในบ้านสีส้มเอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี