533.jpg
รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ! 'ไฟดับ' เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ เปิดขั้นตอนเคลมฉบับรวบรัด

รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ! 'ไฟดับ' เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ เปิดขั้นตอนเคลมฉบับรวบรัด

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

ปัญหาไฟดับ ไฟตก หรือไฟกระชาก เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีพายุฟ้าคะนอง หลายครั้งเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้จบลงแค่การรอให้ไฟมา แต่กลับสร้างความเสียหายไว้กับ "เครื่องใช้ไฟฟ้า" ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ไหม้ ตู้เย็นช็อต หรือคอมพิวเตอร์พังเสียหาย ประชาชนส่วนใหญ่มักกลืนเลือด ยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมเองเพราะคิดว่าเป็นคราวซวย หรือมองว่าการไปงัดข้อกับหน่วยงานรัฐอย่าง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นเรื่องยาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้เต็มจำนวน ตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของระบบจำหน่ายไฟฟ้า
วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกฐานทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภค พร้อมสรุปขั้นตอนการเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อรักษาสิทธิของคุณ


 

กฎหมาย อาวุธสำคัญในการทวงสิทธิ

การเรียกร้องค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฯ จะอาศัยฐานทางกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ประกอบกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวางบรรทัดฐานไว้ ดังนี้

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ความรับผิดฐานละเมิด)

หัวใจหลักของการเรียกร้องค่าเสียหายมาจาก มาตรา 420 ซึ่งเป็นกฎหมายลักษณะละเมิด ที่ระบุใจความสำคัญว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ทรัพย์สิน ผู้นั้นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

การปรับใช้กับกรณีไฟกระชาก: การไฟฟ้าฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย หากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค อุปกรณ์ของการไฟฟ้าชำรุด หรือขาดการบำรุงรักษาที่ดีพอ จนทำให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงดันเกินขนาด (ไฟกระชาก) เข้ามาในบ้านเรือน ถือว่าการไฟฟ้าฯ "ทำละเมิด" จากความประมาทเลินเล่อ และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมหรือค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ให้แก่ประชาชน

 

2. พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551

หากการเจรจาเคลมค่าเสียหายในเบื้องต้นไม่เป็นผล กฎหมายฉบับนี้จะสำคัญในการพึ่งพาศาล เนื่องจากในมุมมองทางกฎหมาย การจ่ายกระแสไฟฟ้าถือเป็นการ "ให้บริการ" และประชาชนผู้ใช้ไฟคือ "ผู้บริโภค" ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มอบสิทธิพิเศษที่เอื้อต่อประชาชนอย่างมาก ได้แก่

  • ฟ้องด้วยวาจาได้: ไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างทนายความ ประชาชนสามารถเดินทางไปที่ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัด และแจ้งเจ้าพนักงานคดีให้ช่วยบันทึกและร่างคำฟ้องให้ได้เลย
  • ฟรีกระบวนการพิจารณา: อาจได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือ ลดค่าธรรมเนียม เพื่อทำให้การเรียกร้องมีความคุ้มค่า แม้ความเสียหายจะหลักพันหรือหลักหมื่นบาท ไม่ถึงหลักแสนก็ตาม
  • ผลักภาระการพิสูจน์: ข้อนี้สำคัญที่สุด! ประชาชนไม่ต้องไปหาหลักฐานทางวิศวกรรมมาพิสูจน์ว่าหม้อแปลงระเบิดได้อย่างไร (เพราะเป็นข้อมูลภายในที่ประชาชนเข้าไม่ถึง) แต่กฎหมายจะผลักภาระให้ "การไฟฟ้าฯ ต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเห็นเอง" ว่าระบบของตนเองได้มาตรฐานและบำรุงรักษาดีที่สุดแล้ว หากพิสูจน์ไม่ได้ การไฟฟ้าฯ ต้องแพ้คดี

 

ข้อยกเว้น กรณีไหนที่การไฟฟ้าฯ อาจไม่ต้องรับผิด?

อย่างไรก็ตาม ต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า การไฟฟ้าฯ สามารถอ้าง "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้เช่นกัน หากพิสูจน์ได้ว่าเหตุนั้นไม่อาจป้องกันได้จริงๆ เช่น:

  • มีพายุไต้ฝุ่นรุนแรงผิดปกติ หรือต้นไม้ใหญ่ถูกพายุพัดถอนรากโค่นล้มทับเสาไฟ
  • มีสัตว์จำพวก นก งู หรือกระรอก ปีนขึ้นไปช็อตบนหม้อแปลง
  • ฟ้าผ่าลงที่ระบบจำหน่ายไฟโดยตรงจนทำให้อุปกรณ์พัง

แต่การไฟฟ้าฯ ต้องมีภาพถ่าย หลักฐาน และประวัติการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) มาแสดงว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างเต็มที่แล้ว หากเป็นแค่เหตุฝนตกหนักธรรมดา ศาลมักจะไม่ฟังว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

 

สรุป 5 ขั้นตอนการร้องเรียน

หากเกิดเหตุการณ์ไฟกระชากจนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเสียหาย อย่าเพิ่งทิ้งซากเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันที:

1. รวบรวมหลักฐานหน้างานทันที: ถ่ายภาพหรือวิดีโอเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหาย สภาพปลั๊กไฟ รอยไหม้ (ถ้ามี) และจดบันทึกวัน-เวลาที่เกิดเหตุไฟกระชากอย่างละเอียด หากเพื่อนบ้านละแวกเดียวกันได้รับผลกระทบด้วย ควรรวมตัวกันเพื่อสร้างน้ำหนักในพยานหลักฐาน

2. ประเมินความเสียหายโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ: นำเครื่องใช้ไฟฟ้าไปให้ศูนย์บริการหรือช่างซ่อมที่ได้มาตรฐานประเมินอาการ ขอเอกสารใบเสนอราคาค่าซ่อม หรือหากซ่อมไม่ได้ ให้ขอใบรับรองที่ระบุสาเหตุว่า "แผงวงจรเสียหายจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร/ไฟตก/ไฟกระชาก" พร้อมเก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้

3. ยื่นคำร้องต่อการไฟฟ้าฯ ในพื้นที่: นำหลักฐานทั้งหมด (ภาพถ่าย, ใบเสนอราคา/ใบเสร็จ, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน) ไปเขียนคำร้องขอชดเชยค่าเสียหายที่สำนักงานการไฟฟ้าฯ (กฟภ. หรือ กฟน.) สาขาที่รับผิดชอบพื้นที่บ้านของคุณ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ลงรับเรื่องและเก็บสำเนาที่มีลายเซ็นรับเรื่องไว้เป็นหลักฐาน

4. ร้องเรียนหน่วยงานกำกับดูแล (หากการไฟฟ้าฯ เพิกเฉย): หากเวลาผ่านไปแล้วการไฟฟ้าฯ ปฏิเสธการจ่าย หรือเงียบหาย คุณสามารถนำหลักฐานชุดเดิมไปยื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการไฟฟ้าฯ โดยตรง หรือร้องเรียนที่ สคบ. เพื่อให้เข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

5. ใช้สิทธิทางศาล (คดีผู้บริโภค): หากเจรจาในทุกขั้นตอนแล้วไม่เป็นผล หรือได้ค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ให้นำหลักฐานทั้งหมดเดินไปที่ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดในพื้นที่ เพื่อยื่นฟ้องเป็น "คดีผู้บริโภค" ด้วยวาจาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ดังที่กล่าวไปข้างต้น

6. สิทธิของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามกฎหมาย เพียงแต่เราต้องรู้จักวิธีนำมาใช้ การปล่อยผ่านเมื่อเกิดความเสียหายจากการทำงานที่บกพร่องของระบบสาธารณูปโภค นอกจากจะทำให้เราเสียเปรียบแล้ว ยังเป็นการปล่อยปละละเลยให้หน่วยงานไม่พัฒนามาตรฐานการบริการให้ดีขึ้นอีกด้วย สำรวจความเสียหาย เก็บหลักฐาน และเริ่มเรียกร้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันนี้!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top