วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธศาสตร์สังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้มีวาทกรรมหนึ่งที่ร้อนแรงมากในโลกออนไลน์คือ "ไทยช่วยไทย พลัส สุดท้ายก็คือ 'เงินกู' (เงินของฉัน) รัฐเอาภาษีฉันมาแจกฉันเอง"
ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมยอมรับครับว่า "ใช่ครับ นี่คือเงินภาษีของทุกคน 100%" แต่ในวันที่เศรษฐกิจซบเซาจนเงินไม่หมุนเวียน การปล่อยเงินภาษีไว้นิ่งๆ ในคลัง กับการฉีดมันออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย ให้ผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล
หากใครยังไม่เห็นภาพว่าการ "แจก" ครั้งนี้มันจะช่วยเศรษฐกิจได้อย่างไร ผมขอเล่านิทานสั้นๆ เรื่อง "หมู่บ้านคนกลัวจ่าย" ให้ฟังครับ...
นิทานเรื่อง "หมู่บ้านคนกลัวจ่าย" กับ "เงินสมทบ"
มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีเงินเก็บอยู่ในกระเป๋าคนละ 100 บาท แต่ไม่มีใครกล้าควักออกมาใช้เลย เพราะกลัวอนาคตไม่แน่นอน
แม่ค้าขายส้มตำก็ไม่กล้าซื้อไก่
คนขายไก่ก็ไม่กล้าไปตัดผม
ช่างตัดผมก็ไม่กล้าไปซื้อส้มตำกิน
ผลคือ: ทุกคนยังมีเงิน 100 บาทเท่าเดิมในกระเป๋า แต่ทั้งหมู่บ้านกำลังอดอยากเพราะไม่มีการค้าขาย และเศรษฐกิจหยุดนิ่งโดยสมบูรณ์
วันหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านประกาศกติกา: "ฉันจะเอาเงินส่วนกลาง (ซึ่งก็คือเงินภาษีที่พวกแกเคยจ่ายมานั่นแหละ) มาสมทบให้ ใครที่ยอมควักเงิน 40 บาทออกมาซื้อของในหมู่บ้าน ฉันจะช่วยออกให้
เพิ่มอีก 60 บาททันที!"
ชาวบ้านเริ่มขยับตัว...
นาย ก. ยอมควักเงิน 40 บาท ไปซื้อส้มตำราคา 100 บาท (โดยใช้เงินส่วนกลางสมทบ 60 บาท) แม่ค้าส้มตำ ได้เงิน 100 บาทมาในมือ (เงินนาย ก. 40 + เงินส่วนกลาง 60) แม่ค้าดีใจจึงเอาเงิน 100 บาทนั้นไปซื้อไก่ต่อ คนขายไก่ ได้เงิน 100 บาท ก็เอาไปจ้างช่างตัดผมต่อ
จุดสังเกตที่สำคัญ: เงินส่วนกลางเพียง 60 บาท ที่ผู้ใหญ่บ้านฉีดลงไป แต่มันทำให้เกิดการซื้อขายรวมกันถึง 300 บาท ในรอบเดียว! และที่สำคัญ... เงิน 40 บาทของชาวบ้านที่เคย "นอนนิ่ง" อยู่ในกระเป๋า ถูกดึงออกมา "หมุน" ให้เกิดรายได้แก่เพื่อนบ้านคนอื่นๆ นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ตัวคูณทวีคูณทางเศรษฐกิจ" ครับ
???? ทำไมยุทธศาสตร์ "ไทยช่วยไทย พลัส" ถึงเป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน?
ไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่คือการ "ปั๊มหัวใจ": การที่รัฐบังคับให้เราจ่ายเอง 40% คือยุทธศาสตร์การดึงเงินที่ "นอนนิ่ง" ในบัญชีของคนไทยออกมาหมุนในระบบ หากรัฐแจกฟรี 100% เงินอาจถูกใช้ไปแบบไร้ทิศทาง แต่การร่วมจ่ายคือการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการค้าขายจริงในชุมชน
???? พลังของการกระจายรายได้สู่ร้านค้าเล็กๆ: การกำหนดเพดานใช้จ่ายรายวัน และการจำกัดประเภทร้านค้า คือยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้เงินภาษีของเราไหลไปสู่มือ "คนตัวเล็ก" อย่างแม่ค้าตลาดสด ร้านโชห่วย หรือร้านอาหารตามสั่ง เพื่อไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่แค่กับกลุ่มทุนใหญ่
???? หลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ: ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ที่อัดฉีดเงินสดให้ประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือ ญี่ปุ่น ที่ใช้ระบบคูปองช่วยค่าอาหารและท่องเที่ยว ทั้งหมดใช้หลักการเดียวกันคือ "ยอมใช้เงินภาษี (หรือเงินกู้) มาลงทุนเพื่อไม่ให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจหยุดหมุน" เพราะถ้าปล่อยให้ธุรกิจชุมชนล้มละลายไป การจะฟื้นฟูกลับมาต้องใช้เงินมหาศาลกว่านี้หลายเท่าครับ
????มุมมองทางยุทธศาสตร์โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน:
วาทกรรมเรื่อง "เงินกู" หรือ "เงินกู้" อาจจะเป็นเรื่องของการเล่นคำที่ขยี้ความรู้สึก แต่ในทางยุทธศาสตร์สังคม "เงินที่มีค่าที่สุด คือเงินที่ถูกใช้ออกไปเพื่อหล่อเลี้ยงเพื่อนร่วมสังคมให้เดินต่อไปด้วยกันได้" โครงการนี้คือการนำภาษีของคุณ กลับมาสร้างโอกาสให้คุณและคนรอบข้างในรูปแบบของ "กำลังซื้อ" อย่าให้ความเข้าใจผิดทำให้คุณเสีย
โอกาสที่จะช่วยพยุงร้านค้าเล็กๆ ในชุมชนของคุณ และเสียโอกาสในการรับสิทธิที่เป็นของคุณเองครับ
มาช่วยกันทำให้ "เงินที่เคยนิ่ง" กลับมา "หมุน" เพื่อปากท้องของคนไทยทุกคนครับ!
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลนักยุทธศาสตร์สังคม
26 พฤษภาคม 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี