วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ทวงคืนความหวัง! ปลุกกระแสดัน 'สะพานข้ามแม่น้ำแคว' สู่มรดกโลก ยื่นประจักษ์พยานแห่งสันติภาพสู่เวที UNESCO
หากพูดถึงแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงระดับโลกในประเทศไทย ชื่อของ ‘สะพานข้ามแม่น้ำแคว’ จังหวัดกาญจนบุรี ย่อมเป็นหนึ่งในหมุดหมายแรก ๆ ที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึง ในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพและความทรงจำอันทรงพลังจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
ทว่าเมื่อย้อนกลับไปมองความเคลื่อนไหวเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว บรรยากาศความตื่นตัวจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และชุมชนท้องถิ่น ในการลงพื้นที่ทำวิจัยและเตรียมความพร้อมเพื่อผลักดันให้ทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแควขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกโลก’ (World Heritage) โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) เคยเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่จุดประกายความหวังไว้อย่างมหาศาล ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน กระแสความคืบหน้าดังกล่าวกลับค่อย ๆ ลดโทนลงและเงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย จึงเกิดคำถามสำคัญขึ้นในใจของคนไทยว่า ‘ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมกันปัดฝุ่น และส่งเสียงสนับสนุนให้โปรเจกต์แห่งความภาคภูมิใจนี้กลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง?’
การผลักดันสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการยึดติดอยู่กับอดีต แต่คือการส่งต่อคุณค่าที่จับต้องได้สู่อนาคต ผ่านมิติสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1.คุณค่าทางประวัติศาสตร์อันเป็นสากล (Universal Value): สะพานแห่งนี้คือประจักษ์พยานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความสูญเสีย บทเรียนราคาแพงจากสงคราม และคุณค่าของสันติภาพที่คนทุกชาติทุกภาษาเชื่อมโยงถึงกันได้โดยไม่มีพรมแดน 2.ฐานข้อมูลแน่น พร้อมต่อยอดทันที: ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีผลงานวิจัย ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ และการสำรวจแนวเขตพื้นที่ (Buffer Zone) รองรับไว้แล้วอย่างมากมาย ข้อมูลดิบและหลักฐานเหล่านี้พร้อมที่จะนำมาปัดฝุ่นและเรียบเรียงใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลานับหนึ่งใหม่ และ 3.ยกระดับเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ชุมชน: หากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะเกิดระบบการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ มีกฎหมายและแนวทางที่ช่วยอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน และที่สำคัญคือ จะเป็นแม่เหล็กดึงดูด ‘นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ’ จากทั่วโลก ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล
.jpg)
‘สะพานข้ามแม่น้ำแควไม่ใช่แค่เหล็กและคอนกรีต แต่มันคือบันทึกหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์โลก การปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป เท่ากับเรากำลังปล่อยให้โอกาสในการประกาศคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย’
นี่คือเสียงสะท้อนที่กลั่นมาจากความห่วงใยของคนในพื้นที่และนักวิชาการ ความตั้งใจและความทุ่มเทของคณะทำงานเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับอยู่ในหน้ากระดาษรายงานการวิจัย การส่งเสียงสนับสนุนในวันนี้จึงเป็นเรื่องเชิงบวกที่คนไทยทุกคนทำได้
ถึงเวลาแล้วที่ ภาครัฐและภาคประชาชน จะต้องหันกลับมาจับมือและสานต่อข้อมูลอย่างจริงจัง จัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อปรับปรุงเอกสารและกรอบแนวคิดให้เข้ากับเกณฑ์ปัจจุบันของยูเนสโก เพื่อยื่นเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) อีกครั้ง
‘สะพานข้ามแม่น้ำแคว’ มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่แล้วในตัวเอง สิ่งที่ขาดในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ ‘แรงผลักดันที่ต่อเนื่องและจริงจัง’ มาร่วมช่วยกันส่งเสียง สนับสนุน และผลักดันให้สะพานแห่งนี้ก้าวสู่การเป็นมรดกของคนทั้งโลกอย่างเต็มภาคภูมิ!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี