538.jpg
ข่าวปลอมเกลื่อนโซเชียล  จากเบี้ยสูงอายุ 3,000 ถึง เปิดด่านเขมร  เปิด 5 เทคนิคเช็คให้ดีก่อนเป็นเหยื่อ

ข่าวปลอมเกลื่อนโซเชียล จากเบี้ยสูงอายุ 3,000 ถึง เปิดด่านเขมร เปิด 5 เทคนิคเช็คให้ดีก่อนเป็นเหยื่อ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.48 น.

ท่ามกลางกระแสการบริโภคข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ที่รวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส ปรากฏการณ์ Fake News หรือข่าวปลอม ได้ยกระดับจากเพียงแค่เรื่องเล่าชวนขำหรือความเข้าใจผิด ขยับขึ้นมาเป็น “เครื่องมือทำลายล้างทางสังคม” ที่สร้างความปั่นป่วนในวงกว้าง

ไล่ตั้งแต่เฟกนิวส์เชิงความมั่นคงอย่างกรณีข่าวลือการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จนผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วต้องสั่งนิติกรแจ้งความดำเนินคดี, ข่าวลวงเชิงประชานิยมอย่างการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท ข้ามคืน ไปจนถึงข่าวลวงแนวเศรษฐกิจปากท้องที่มีการปั่นสูตรคำนวณโครงการรัฐอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จนกลายเป็นประเด็นที่ชวนให้ประชาชนสับสน ทั้งที่ข้อมูลข้อเท็จจริงพื้นฐานสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก


ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพการเมืองที่ใช้ข้อมูลลวงเพื่อดิสเครดิตฝั่งตรงข้าม แต่ลึกลงไปกว่านั้น มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตเกี่ยวกับ “วุฒิภาวะในการรู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy) ของคนไทย และคำอธิบายว่าเหตุใด ประเทศไทยจึงยังคงติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการตกเป็น “เหยื่ออันโอชะ” ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์อย่างไม่จบไม่สิ้น

3 ปัจจัยหลัก ทำไมคนไทยถึงกลายเป็น “เหยื่ออันโอชะ” ของข่าวปลอมและนักต้มตุ๋น

1. ความเชื่อมโยงระหว่าง "ข่าวปลอม" กับ "แก๊งมิจฉาชีพ"

ข่าวปลอมทำหน้าที่เป็น "หน่วยทะลวงฟัน" ในการสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของประชาชน มิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจับตาดูว่า ข่าวปลอมประเภทใดที่คนไทยกดไลก์ กดแชร์ หรือแสดงความสนใจมากที่สุด (เช่น เรื่องเงินช่วยเหลือ, สวัสดิการรัฐ, หรือความตื่นตระหนก) จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบ "บทสนทนา (Script)" หรือสร้างลิงก์ปลอม (Phishing) เพื่อเข้าถึงและหลอกเหยื่อได้อย่างแม่นยำ

2. อารมณ์ร่วมนำเหตุผล

ความขัดแย้งทางการเมืองและการแบ่งขั้วในสังคม ทำให้เกิดภาวะ "ปักใจเชื่อล่วงหน้า" เมื่อมีข่าวปลอมที่โจมตีฝ่ายตรงข้าม หรือสนับสนุนแนวคิดของตนเองหลุดออกมา สมองจะสั่งการให้เชื่อและแชร์ทันทีโดยตัดกระบวนการตรวจสอบออกไป เพราะข่าวชิ้นนั้นตอบสนองต่ออารมณ์ความสะใจหรือความหวัง

3. วุฒิภาวะดิจิทัลและความเกรงใจทางวัฒนธรรม

โครงสร้างสังคมไทยมีความเป็นเครือญาติสูง การส่งต่อข้อมูลในกลุ่มไลน์ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน มักเกิดขึ้นด้วยความ "หวังดี" หรือ "เชื่อตามผู้ใหญ่/คนรู้จัก" ประกอบกับขาดทักษะการตั้งคำถาม (Critical Thinking) ทำให้กลไกการกลั่นกรองข้อมูลบกพร่องไปโดยปริยาย

คัมภีร์รู้เท่าทัน 5 ขั้นตอนตรวจเช็ค “จริงหรือปลอม” ก่อนตกเป็นเหยื่อ

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของการเมือง และไม่เป็นสะพานเชื่อมให้มิจฉาชีพเข้าถึงกระเป๋าเงิน การสร้าง "ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล" ด้วยสูตรตรวจสอบง่าย ๆ ดังนี้คือสิ่งจำเป็น

[เอะใจเมื่อเห็นข่าว] ➔ [เช็คแหล่งที่มา] ➔ [สังเกตความผิดปกติ] ➔ [ตรวจสอบข้ามสาย] ➔ [ค้นหาศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม]

1. “เอะใจ” กับพาดหัวที่กระตุ้นอารมณ์หนัก ๆ

ข่าวปลอมมักใช้คำที่สร้างความตกใจ ดีใจสุดขีด หรือคำขู่ให้กลัว เช่น "ด่วนที่สุด!", "แชร์ด่วนก่อนโดนลบ!", "แจกเงินรอบใหม่ทุกคนได้สิทธิ์" หากพบพาดหัวลักษณะนี้ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข่าวปลอม

2. ตรวจสอบ "URL" และ "แหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ"

มิจฉาชีพมักสร้างเว็บไซต์ปลอมเลียนแบบสื่อหลักหรือหน่วยงานรัฐ ให้สังเกต URL หรือชื่อโดเมนให้ดี เช่น เว็บไซต์รัฐบาลต้องลงท้ายด้วย .go.th ไม่ใช่ .com หรือ .cc

และหากเป็นข่าวโครงการรัฐ ต้องประกาศจากเพจทางการที่มีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า (Verified Badge) เท่านั้น

และยิ่งปัจจุบัน มีโปรแกรมAI ที่สามารถสร้างภาพ สร้างคลิปวีดีโอ ได้ง่ายๆ จึงพบเห็นการทำภาพข่าวบิดเบือนโจมตีกันได้ง่าย และมีให้เห็ฯเกลื่อนในโซเชียล  หลักการตั้งคำถามถึงที่มานี้มาจากไหน จึงยิ่งสำคัญและต้องพิจารณาอย่างยิ่งยวด

3. สังเกต "ความสมเหตุสมผล" และ "หลักฐานอ้างอิง"

อย่างกรณี การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท  หรือสิทธิต่างๆที่เป็นตัวเงิน  ถ้าเป็นข่าวจริง ข่าวจริงจะต้องระบุชัดเจนว่า ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันไหน, ใช้งบประมาณจากส่วนใด และใครเป็นผู้แถลง หากมีเพียงตัวเลขลอย ๆ โดยไม่มีที่มาทางการเงินรองรับ ให้ประเมินได้เลยว่าเป็นข่าวปลอม

4. ใช้เทคนิค "Search Engine" ค้นหาคู่ขนาน

เมื่ออ่านข่าวใดแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ ให้คัดลอกข้อความหรือคีย์เวิร์ดสำคัญ (เช่น "เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 3000 ล่าสุด") ไปค้นหาใน Google หากเป็นเรื่องจริง สื่อหลักทุกสำนักจะต้องรายงานตรงกัน หากค้นแล้วเจออยู่แค่ในโพสต์โซเชียลหรือเว็บนิรนาม แสดงว่าเป็นข่าวปลอม

5. พึ่งพาช่องทางตรวจสอบข่าวปลอมโดยเฉพาะ

เช็คผ่านหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดกรองโดยตรง เช่น

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand)

สำนักข่าว COFACT (โคแฟค) ที่เปิดให้ภาคประชาชนร่วมตรวจสอบข้อมูล

เพจเฉพาะทางของหน่วยงานนั้น ๆ เช่น เพจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

บทสรุป

การแก้ปัญหาข่าวปลอมและภัยสแกมเมอร์ในประเทศไทย ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการไล่จับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือการปิดกั้นเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพราะตราบใดที่ "อุปสงค์" หรือความพร้อมที่จะเชื่อของประชาชนยังสูง มิจฉาชีพก็จะผลิตข่าวปลอมรูปแบบใหม่ออกมาเรื่อย ๆ

วัคซีนที่ดีที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือ "วุฒิภาวะในการรับสื่อ" ของตัวเราเอง การหยุดคิดสักนิดก่อนกดแชร์ และการใช้ตรรกะเหตุผลเหนืออารมณ์ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อทางการเมือง และไม่เปิดช่องให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่รู้ของเราได้อีกต่อไป.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top