วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
"เมื่อกะโหลกถูกเจาะรูด้วยอุปกรณ์พิเศษสำหรับเจาะกะโหลกที่หมอเรียกกันติดปากว่า "burr hole" หลังจากนั้นเราจะใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดกะโหลกศีรษะให้เป็นบริเวณกว้างพอสำหรับการผ่าตัด เมื่อยกกะโหลกออกแล้ว สิ่งที่เห็นถัดไปคือเยื่อหุ้มสมองที่หนาและแข็ง ผมต้องใช้ใบมีดปลายแหลมเจาะให้เยื่อหุ้มสมองเป็นรู แล้วใช้กรรไกรตัดเยื่อหุ้มสมอง หลังจากเยื่อหุ้มสมองถูกเปิดออกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมไม่ใช่แค่ "เนื้อเยื่อ" — มันคือจักรวาลทั้งใบที่ซ่อนอยู่ในกะโหลกขนาดไม่กี่นิ้ว"
ก่อนสมองพัง (หนังสือเล่มต่อจาก "ก่อนจะป่วย")
บทนำ: ทำไมสมองถึงสำคัญที่สุด
"คุณสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีไต หนึ่งข้าง — ได้
คุณสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีม้าม — ได้
คุณสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีกระเพาะอาหาร — ได้
แต่คุณไม่สามารถเป็น 'คุณ' ได้ — โดยไม่มีสมอง"
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
เมื่อวันที่ผมเปิดกะโหลกคนไข้คนแรก
ผมจำวันนั้นได้ชัดเจนราวกับเมื่อวาน
ห้องผ่าตัดเย็นฉ่ำ แสงไฟผ่าตัดสว่างจ้า คนไข้นอนสงบอยู่บนเตียงผ่าตัด เครื่องมือวางเรียงรายพร้อม พยาบาลและผู้ช่วยเต็มห้อง และผมในฐานะประสาทศัลยแพทย์กำลังจะทำผ่าตัดสมองอวัยวะที่สำคัญที่สุด— เปิดกะโหลกเข้าไปสัมผัสกับอวัยวะที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์
เมื่อกะโหลกถูกเจาะรูด้วยอุปกรณ์พิเศษสำหรับเจาะกะโหลกที่หมอเรียกกันติดปากว่า "burr hole" หลังจากนั้นเราจะใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดกะโหลกศีรษะให้เป็นบริเวณกว้างพอสำหรับการผ่าตัด เมื่อยกกะโหลกออกแล้ว สิ่งที่เห็นถัดไปคือเยื่อหุ้มสมองที่หนาและแข็ง ผมต้องใช้ใบมีดปลายแหลมเจาะให้เยื่อหุ้มสมองเป็นรู แล้วใช้กรรไกรตัดเยื่อหุ้มสมอง หลังจากเยื่อหุ้มสมองถูกเปิดออกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมไม่ใช่แค่ "เนื้อเยื่อ" — มันคือจักรวาลทั้งใบที่ซ่อนอยู่ในกะโหลกขนาดไม่กี่นิ้ว
สีเทาอมชมพู พื้นผิวที่ย่นเป็นลอนเหมือนภูเขาจิ๋ว เส้นเลือดที่วิ่งแยกสาขาเหมือนแผนที่แม่น้ำ และใต้พื้นผิวนั้น — ความทรงจำ ความรัก ความฝัน ความกลัว บุคลิกภาพ และทุกสิ่งที่ทำให้คนคนนี้เป็น "เขา" กำลังดำรงอยู่
ผมยืนนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนที่เสียงพยาบาลจะดึงผมกลับสู่ความเป็นจริง
"หมอ... พร้อมไหมคะ?"
พร้อม แต่ยังไม่เคยชินกับความยิ่งใหญ่ของมันเลย
สมองคือทุกอย่างที่คุณเป็น
ลองนึกภาพนี้สักครู่
คุณตื่นเช้า จำได้ว่าเมื่อคืนฝันถึงอะไร รู้สึกหิว เดินไปห้องน้ำโดยไม่ต้องคิด แปรงฟันจนเป็นนิสัย ได้กลิ่นกาแฟแล้วรู้สึกดี เปิดโทรศัพท์อ่านข่าว รู้สึกโกรธ รู้สึกสงสาร รู้สึกขำ ออกจากบ้านพร้อมจำได้ว่าต้องประชุมกี่โมง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเช้าวันธรรมดานั้น — ทุกความรู้สึก ทุกความทรงจำ ทุกการตัดสินใจ ทุกการเคลื่อนไหว — ล้วนเป็นผลงานของสมอง ทั้งสิ้น
สมองไม่ใช่แค่อวัยวะที่เอาไว้แค่ "คิด"
แต่สมองคือตัวคุณ
เมื่อสมองป่วย คุณไม่ได้แค่ "ไม่สบาย" — คุณเริ่มสูญเสียตัวเอง ทีละน้อย ทีละชิ้น บางครั้งช้าจนคนรอบข้างไม่ทันสังเกต บางครั้งเร็วจนทุกอย่างเปลี่ยนในชั่วข้ามคืน
ตัวเลขที่ควรทำให้เราตื่นตัว
ผมอยากให้คุณดูตัวเลขบางอย่าง
ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม 55 ล้านคน และทุก 3 วินาทีจะมีคนใหม่เป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน องค์การอนามัยโลกคาดว่าตัวเลขจะพุ่งเป็น 139 ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2050
ในประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมองคร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 30,000 คนต่อปี และทิ้งผู้รอดชีวิตอีกหลายแสนคนให้พิการถาวร
โรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคของสมองโดยแท้ ส่งผลกระทบต่อคนไทย ประมาณ 1.5 ล้านคน โดยที่กว่า 70% ไม่เคยได้รับการรักษา
ไมเกรนพบในคนไทย ประมาณ 10% ของประชากร ส่วนใหญ่ทนเจ็บอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ว่ามีทางรักษา
และที่น่าตกใจที่สุด — โรคเหล่านี้ส่วนใหญ่ ป้องกันได้ หรืออย่างน้อย ก็ชะลอได้ หากเรารู้และลงมือทำอะไรบางอย่างตั้งแต่วันนี้
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่รู้เรื่องสมองตัวเอง
ในฐานะแพทย์ที่ดูแลเรื่องสมองมาเกือบตลอดชีวิต ผมพบปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจอยู่เสมอ
คนส่วนใหญ่รู้จักหัวใจดีกว่าสมอง รู้ว่าต้องระวังไขมัน ระวังความดัน ออกกำลังกายเพื่อหัวใจ แต่เมื่อถามว่า "ทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันอัลไซเมอร์?" หรือ "รู้ไหมว่าการนอนน้อยทำอะไรกับสมอง?" — คำตอบที่ได้มักเป็นความเงียบ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
ผมคิดว่ามีสองเหตุผลหลักครับ
เหตุผลแรก สมองเป็นอวัยวะที่ "ซ่อนตัว" ได้ดีที่สุด หัวใจเต้นแรงเราก็รู้สึก ท้องปวดเราก็รู้สึก แต่สมองที่กำลังเสื่อมอยู่เงียบๆ มักไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน จนกว่าความเสียหายจะสะสมมากพอ
เหตุผลที่สอง ตำราวิชาการเรื่องสมองซับซ้อนจนน่ากลัว เต็มไปด้วยศัพท์แพทย์ที่อ่านไม่รู้เรื่อง คนทั่วไปเลยรู้สึกว่า "เรื่องสมองเป็นเรื่องของหมอ ไม่ใช่เรื่องของเรา"
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อทลายกำแพงสองอย่างนั้น
หนังสือเล่มนี้คืออะไร เขียนเพื่ออะไร?
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำรา
ผมไม่ได้เขียนเพื่อแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ ผมเขียนสำหรับคุณโดยตรงเลยครับ คนธรรมดาที่มีสมองอยู่ในกะโหลกศีรษะ และอยากรู้ว่าจะดูแลมันอย่างไร?
หนังสือเล่มนี้คือเพื่อนที่เป็นหมอ
เหมือนคุณมีเพื่อนสนิทที่เป็นประสาทศัลยแพทย์ แล้วนั่งคุยกันตรงๆ ไม่มีพิธีรีตอง เล่าให้ฟังว่าสมองทำงานอย่างไร โรคอะไรที่ต้องระวัง อาการแบบไหนที่ต้องรีบมาหาหมอ และทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สมองแข็งแรงถึงวันสุดท้ายของชีวิต
โครงสร้างของหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 พาคุณไปรู้จักสมองและระบบประสาทในแบบที่ไม่น่าเบื่อ เข้าใจกลไก เข้าใจว่าทำไมสมองถึงสำคัญ และทำไม Neuroplasticity ถึงเป็นข่าวดีที่สุดที่วิทยาศาสตร์เคยบอกมนุษยชาติ
ส่วนที่ 2 เดินผ่านโรคสมองและระบบประสาทที่พบบ่อย 10 โรค แต่ละโรคจะอธิบายกลไก อาการ การรักษา และที่สำคัญ — วิธีป้องกัน ในภาษาที่คุณอ่านแล้วเข้าใจได้จริง
ส่วนที่ 3 คำตอบที่หลายคนรอ: ทำอะไรได้บ้างวันนี้ เพื่อให้สมองแข็งแรงในวันหน้า อาหาร การออกกำลังกาย การนอน ความเครียด สังคม และเทคโนโลยี — ทุกอย่างที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าได้ผล
สมองของคุณกำลังรอคุณอยู่
ผมเชื่อในสิ่งหนึ่งอย่างสุดใจ จากประสบการณ์ทั้งในห้องผ่าตัดและในคลินิก
ไม่มีการลงทุนใดคุ้มค่ากว่าการลงทุนในสมองตัวเอง
เงินที่หามาทั้งชีวิต จะมีความหมายอะไร ถ้าวันหนึ่งคุณจำลูกหลานของตัวเองไม่ได้?
ความสำเร็จทั้งหมด จะมีรสชาติอะไร ถ้าความทรงจำทั้งหมดของมันค่อยๆ เลือนหาย?
สมองที่แข็งแรง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เจ็บป่วยเลย แต่หมายความว่าคุณจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ยาวนานกว่า และเป็น "ตัวคุณ" ได้นานกว่า
ก่อนสมองจะพัง มีสิ่งที่คุณทำได้มากมาย
และมันเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่หน้าถัดไป
สิ่งที่อยากให้คุณจำจากบทนำ
สมองคือตัวตนของคุณ ไม่ใช่แค่อวัยวะที่คิด
โรคสมองพบบ่อยกว่าที่คิด และส่วนใหญ่ป้องกันได้
ความรู้เรื่องสมองไม่ใช่เรื่องของหมอเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน
การลงทุนในสมองตัวเองคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต
ทำได้เลยพรุ่งนี้
เช้าวันพรุ่งนี้ ก่อนหยิบโทรศัพท์ ใช้เวลา 2 นาที นอนหลับตาต่อในท่าที่สบาย และนึกถึงสิ่งหนึ่งที่คุณอยากทำให้สมองตัวเองในปีนี้
ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่เริ่มต้นรู้จักมัน
นั่นคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
สมองพร้อม — เปิดหน้าถัดไปได้เลย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี