เห็นคุณศุภจีเงียบ ๆ หายไปจากหน้าสื่ออยู่พักหนึ่ง
จนสังคมตั้งคำถามว่า “หายไปไหน”
ที่แท้ไม่ได้หายไปไหน
แต่ไปซุ่มทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่หลังฉาก
เปิดเจรจาการค้าไว้พร้อมกันหลายเรื่อง แล้วนำเข้าสภารวดเดียว 5 เรื่อง ทั้ง FTA ไทย-EFTA, FTA ไทย-ภูฏาน และการยกระดับพิธีสารทางการค้าสำคัญอีก 3 ฉบับ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คุณศุภจีนั่งแถลงและตอบคำถามในสภาตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนสี่โมงกว่าตอนเย็น แบบไม่ลุกหนี ไม่เลี่ยงคำถาม และไม่ปล่อยให้ทีมงานรับหน้าแทน
ผลคือ มติสนับสนุนท่วมท้นทุกฉบับ แทบไม่มีเสียงคัดค้าน
เรื่องนี้สะท้อนอะไรบางอย่าง
ในยุคที่การเมืองจำนวนมากเน้นภาพ เน้นวาทกรรม เน้นการออกสื่อ แต่คุณศุภจีกลับเลือกทำงานแบบ “เงียบ แต่เดินเกมจริง”
FTA กับ EFTA คือการเปิดประตูการค้าและการลงทุนสู่ยุโรปกลุ่มกำลังซื้อสูง เทคโนโลยีสูง และเป็นก้าวสำคัญของไทยในการเชื่อมกับตลาดยุโรปอย่างเป็นระบบ
FTA ไทย-ภูฏาน แม้ดูเป็นตลาดเล็กกว่า แต่มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยต่อเครือข่ายการค้าไทยไปสู่เอเชียใต้ และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
ส่วนพิธีสารอื่น ๆ คือการปรับกติกาการค้าของไทยให้ทันโลก ทั้งในกรอบอาเซียน จีน และ WTO
FTA คือ Free Trade Agreement หรือ “ความตกลงการค้าเสรี” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศหรือกลุ่มประเทศ ที่ตกลงกันว่า จะค้าขายกันให้สะดวกขึ้น เช่น
ลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้า
ลดอุปสรรคทางการค้า
เปิดตลาดสินค้าและบริการ
ทำให้ผู้ส่งออก นักลงทุน และผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดของอีกฝ่ายง่ายขึ้น
ส่วน EFTA คือ European Free Trade Association
หรือ “สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป”
EFTA ไม่ใช่สหภาพยุโรป หรือ EU
EFTA เป็นกลุ่มประเทศยุโรป 4 ประเทศ คือ
สวิตเซอร์แลนด์
นอร์เวย์
ไอซ์แลนด์
ลิกเตนสไตน์
จุดสำคัญคือ 4 ประเทศนี้เป็นประเทศเล็กในเชิงจำนวนประชากร แต่เศรษฐกิจแข็งแรงมาก กำลังซื้อสูง เทคโนโลยีสูง มาตรฐานสินค้าและบริการสูง
เพราะฉะนั้น FTA ไทย-EFTA จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ขายของให้ยุโรป” แต่คือการเปิดประตูให้สินค้า บริการ การลงทุน และมาตรฐานของไทยเชื่อมกับตลาดยุโรประดับบนมากขึ้น
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ท่าทีของรัฐมนตรีที่ยืนยันว่า การเปิดเสรีทางการค้าไม่ใช่แค่เปิดประตูให้ทุนใหญ่เดินสะดวกเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการรายเล็ก เกษตรกร และผลกระทบต่อประชาชนไปพร้อมกัน
นี่แหละครับ ความยากของงานพาณิชย์ในยุคใหม่
ไม่ใช่แค่ขายของให้ได้
ไม่ใช่แค่เจรจาการค้าให้สำเร็จ
แต่ต้องอ่านเกมโลก อ่านผลกระทบในประเทศ และสร้างสมดุลระหว่าง “โอกาสทางเศรษฐกิจ” กับ “การดูแลคนตัวเล็ก”
เห็นเงียบ ๆ แบบนี้
ที่แท้ไม่ได้หายไปไหนจากหน้าสื่อ
แต่กำลังพาประเทศไทยไปเปิดประตูการค้าโลกอยู่หลังฉาก