วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ลองจินตนาการถึงการต้องก้าวเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ทุกย่างก้าวคือสปอตไลท์ ทุกคำพูดพร้อมถูกนำไปขยายผล และทุกการตัดสินใจมีเดิมพันเป็นปากท้องของคนทั้งประเทศ... นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเผชิญทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่สนามการเมืองในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ ภาพการเผชิญหน้าระหว่างพิธีกรข่าวฝีมือฉกาจอย่างคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา และคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้เผยให้เราเห็นถึงเบื้องลึกของสิ่งที่คนทำงานหลังบ้านต้องแบกรับ ตลอดระยะเวลาการทำงาน เธอต้องเผชิญกับพายุข่าวลือ การจับจ้องเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกแม้กระทั่งเรื่องทรงผมหรือการใส่วิก ไปจนถึงการถูกอภิปรายและวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในสภา ทั้งประเด็นเรื่องมาตรการควบคุมราคาน้ำมันปาล์ม ทุเรียน หรือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอย่าง FTA และ EU
แต่ในฐานะ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม สิ่งที่ผมอยากชวนทุกท่านมองให้ลึกไปกว่า "ดราม่าหน้าจอ" คือการวิเคราะห์โครงสร้างปัญหาและยุทธศาสตร์การรับมือในฐานะคนทำงานครับ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยมักยึดโยงอยู่กับโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม การที่ผู้หญิงสายบริหารจากภาคเอกชนต้องมาอยู่ท่ามกลางคลื่นลมที่เชี่ยวกรากนี้ เธอต้องแบกรับ "แรงกดดันสองเท่า" เสมอ
1. วิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่ "เสียงด่า" แต่คือ "ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง"
จากข้อมูลในบทสัมภาษณ์ คุณศุภจียอมรับว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากและเครียดจนถึงขั้นจิตตกที่สุด คือช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน (วันที่ 11 เมษายน) สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเครียดของเธอไม่ได้มาจากกระแสโจมตีทางการเมือง แต่เกิดจากดาต้าที่อยู่ตรงหน้า:
"เรารู้ว่าปัญหามันใหญ่มาก แต่ทรัพยากรและงบประมาณกลางในมือที่จะนำมาแก้ไขกลับมีจำกัดเหลือเกิน"
นี่คือความอึดอัดของคนทำงานเชิงรุก (Proactive Manager) ที่มองเห็น Solutions แต่ถูกจำกัดด้วยระบบงบประมาณแผ่นดิน ยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการยังซับซ้อนด้วยระบบ Silo ของภาครัฐ เช่น กรณี "ปุ๋ย" ที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องราคาและมูลค่า แต่กระทรวงเกษตรฯ ดูแลเรื่องปริมาณ การขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กลไกที่แยกส่วนจึงเป็นโจทย์ที่หินที่สุด
2. ผลงานเชิงรูปธรรม: คำตอบเดียวที่จะทลายทุกข้อกังขา
ไม่ว่าคลื่นลมทางการเมืองในหน้าฟีดจะเชี่ยวกรากเพียงใด แต่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คุณศุภจีได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และได้ฝากผลงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ทลายกรอบการทำงานแบบเดิมไว้อย่างมีนัยสำคัญ:
ยุทธศาสตร์กู้วิกฤตและพลิกฟื้น "ราคามะพร้าวน้ำหอม": นี่คือภาพสะท้อนของการทำงานเชิงรุกที่เห็นผลชัดเจนที่สุด จากเดิมที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำดิ่งลงไปอย่างหนักเนื่องจากตลาดล้นและการถูกกดราคา คุณศุภจีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่เชิงลึก สกัดวงจรล้งนอมินีต่างชาติอย่างเด็ดขาดเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กลไกตลาด ควบคู่ไปกับการดันมาตรการจำกัดการนำเข้าอย่างเข้มงวด และจับมือกับห้างค้าปลีกภาคเอกชนช่วยกระจายผลผลิต จนสามารถผลักดันให้ราคามะพร้าวขยับขึ้นมาอยู่บนฐานราคาที่ดีและมีเสถียรภาพมากขึ้นได้อย่างชัดเจน
การนำ Data และ AI มาขับเคลื่อนราคาสินค้าเกษตร: ปฏิรูปการทำงานของกระทรวงพาณิชย์โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์–อุปทาน (Supply-Demand) เพื่อวางมาตรการแทรกแซงและควบคุมราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตจนเกษตรกรเดือดร้อน
การปั้น "The Harmony Model" ยกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง: ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เธอได้ใช้จังหวัดราชบุรีเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้าง "ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม" เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรไทยจากการขายวัตถุดิบราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าพรีเมียมที่ตลาดจองข้ามปี มีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ Zero Waste ที่สร้างรายได้และเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
การเจรจาการค้าเชิงรุกท่ามกลางมาตรการกีดกัน (Reciprocal Tariffs): ใช้ความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนนำทีมทูตพาณิชย์และกระทรวงต่างๆ เข้าเจรจาตรงกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มยุโรป (EU) เพื่อลดแรงกระแทกจากกำแพงภาษีและสร้างความมั่นใจให้กับภาคส่งออกไทย
3. ชื่นชมในยุทธศาสตร์จิตใจ: เมื่อ "ธรรมะและการให้อภัย" คือเกราะคุ้มกันจิตตก
ในฐานะคนทำงาน สิ่งที่ผมมองเห็นและรู้สึกชื่นชมคุณศุภจีอย่างที่สุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลงานทางเศรษฐกิจ แต่คือ "ความงดงามในการใช้ธรรมะและการให้อภัย" มาเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจโดยตรง
ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการยั่วยุที่รุนแรงรอบด้าน ผู้นำหลายคนอาจเลือกที่จะตอบโต้ด้วยความโกรธหรือความเกรี้ยวกราด แต่คุณศุภจีกลับเลือกที่จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นด้วยการเปลี่ยนอุปสรรครายวันให้เป็น "โอกาสในการฝึกสติและวางอุเบกขา"
เธอกล่าวกลั้วรอยยิ้มว่าเธอใช้วิธี "แผ่เมตตาให้อภัย" ให้กับผู้ที่อาจจะไม่หวังดี ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์สังคม นี่ไม่ใช่การยอมแพ้และไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือ "ยุทธศาสตร์การปกป้องใจที่ดีที่สุด (Mental Protection Strategy)"
ธรรมะและการให้อภัยในแบบของเธอทำหน้าที่สองอย่างในเวลาเดียวกัน:
ในระดับจิตใจ (Emotional Level): มันเป็นเกราะป้องกันไม่ให้พลังลบหรือความไม่หวังดีเข้ามาสั่นคลอนความมั่นคงภายในใจจนเกิดภาวะ "จิตตก"
ในระดับปฏิบัติการรายวัน (Operational Level): มันช่วยขจัดเศษขยะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากอุปสรรคประจำวันออกไป ทำให้สมองและจิตใจมีพื้นที่ว่างและพลังงานที่สะอาดพอ (Energy Management) ในการโฟกัสและคิดค้นนโยบายเพื่อปากท้องของประชาชน
มุมมองเชิงยุทธศาสตร์สังคมโดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
ผมขอส่งกำลังใจให้คนทำงานทุกคน โดยเฉพาะ "ผู้หญิง" ที่กำลังแบกรับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่และต้องเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานในโครงสร้างสังคมปัจจุบัน การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดท่ามกลางความกดดันมหาศาลนั้นต้องใช้หัวใจที่แกร่งกว่าปกติหลายเท่านัก
บทเรียนจากกรณีนี้สอนเราว่า:
"ผู้นำที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่ผู้นำที่โต้ตอบเสียงดังที่สุด หรือก้าวร้าวที่สุด... แต่คือผู้นำที่มีธรรมะในใจ นิ่งสงบพอที่จะวางอุเบกขา ให้อภัยเสียงนินทา แล้วมุ่งหน้าสร้างผลงานจริงเพื่อประชาชน"
ในฐานะคนทำงาน เวลาที่คุณต้องเจอแรงกดดันมหาศาลหรืออุปสรรครายวันที่เข้ามากระทบจิตใจ คุณมีวิธีนำธรรมะ การให้อภัย หรือเครื่องมือทางใจแบบไหนมาใช้สร้าง "อุเบกขา" เพื่อปกป้องพลังใจของตัวเองควบคู่ไปกับการโฟกัสที่ตัวงานกันบ้างครับ? มาร่วมแชร์มุมมองกันได้ในคอมเมนต์ครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
10 กรกฎาคม 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี