542.jpg
ปลอดสาร ไม่แปลว่า ปลอดเชื้อ หมอเจด ยกเคส ต้าเหนิง แม้เลือกกินเฮลตี้ แต่ยังติดเชื้อไวรัส

ปลอดสาร ไม่แปลว่า ปลอดเชื้อ หมอเจด ยกเคส ต้าเหนิง แม้เลือกกินเฮลตี้ แต่ยังติดเชื้อไวรัส

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.38 น.

ปลอดสาร ไม่แปลว่า ปลอดเชื้อ หมอเจด ยกเคส ต้าเหนิง แม้เลือกกินเฮลตี้ แต่ยังติดเชื้อไวรัส

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก "หมอเจด" ระบุว่า "ไม่กี่วันมานี้ “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” ได้เล่าในรายการ ที่สุขหัวนอน by SUPALAI ตอนที่ 3 ถึงช่วงที่ป่วยหนักจากไวรัสตับอักเสบ E จนค่าตับพุ่งประมาณ 1,400 มีทั้งตับโต น้ำขึ้นปอด และอาการทรุดจนต้องรีบเข้าโรงพยาบาล โดยเจ้าตัวเล่าว่าโรคนี้มาจากอาหารไม่สะอาด และเชื่อมโยงกับผักสดหรืออาหารออร์แกนิคที่กินเป็นประจำ เพราะอาจมีเชื้อปนเปื้อนจากมูลสัตว์ ฟังแล้วหลายคนน่าจะสงสัยครับว่า ผักที่ดูสะอาดและเฮลตี้ ทำไมถึงพาเชื้อไวรัสเข้าร่างกายได้ วันนี้ผมจะอธิบายตั้งแต่ต้นทางของเชื้อ ไปจนถึงวิธีรักษาและป้องกันครับ

1. ผักออร์แกนิค ทำไมยังมีเชื้อปนเปื้อนได้?


หลายคนเข้าใจว่าออร์แกนิคคือสะอาดและปลอดภัยทุกอย่าง จริง ๆ คำนี้บอกถึง “วิธีปลูก” ครับ ไม่ได้แปลว่าผักปลอดเชื้อโรค ถ้าระหว่างปลูก เก็บ ขนส่ง หรือเตรียมอาหาร ผักสัมผัสกับ

- มูลสัตว์ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ย

- น้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน

- มือของคนเตรียมอาหาร

- เขียง มีด หรือภาชนะที่ไม่สะอาด

เชื้อก็อาจติดมากับผิวผักก็ได้นะ ยิ่งนำมากินสดโดยไม่ผ่านความร้อน เชื้อก็มีโอกาสเข้าร่างกายโดยตรงครับ แต่ต้องพูดให้แฟร์ว่า เราไม่สามารถย้อนกลับไปยืนยันได้ว่าผักจานใดเป็นต้นเหตุแน่นอน ประเด็นสำคัญคือ “ออร์แกนิคไม่ได้แปลว่าปลอดเชื้อ” และอาหารที่ดูคลีนก็ปนเปื้อนได้ครับ

2.ไวรัสตับอักเสบ E ต่างจาก A–B–C ยังไง?

ชื่อคล้ายกันเพราะทำให้ตับอักเสบเหมือนกัน แต่ช่องทางรับเชื้อไม่เหมือนกันครับ
ไวรัส A มักมากับอาหาร น้ำ หรือมือที่ปนเปื้อน และส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน
ไวรัส B ติดต่อผ่านเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก บางรายกลายเป็นโรคเรื้อรัง
ไวรัส C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก และมีโอกาสเรื้อรังจนตับแข็งหรือมะเร็งตับ
ไวรัส E มักมากับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน คล้ายไวรัส A แต่ยังพบได้จากหมู เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ป่า หรือหอยที่ปรุงไม่สุก ซึ่งไวรัส E ส่วนใหญ่มาแบบเฉียบพลันและหายได้เอง แต่ไม่ได้แปลว่าเบาครับ เพราะบางรายอักเสบหนักจนตับวายได้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ คนมีโรคตับเดิม และคนภูมิคุ้มกันต่ำ

3. ทำไมไวรัสตัวนี้ถึงทำให้ค่าตับสูงจนวิกฤต?

เมื่อไวรัสเข้าไปที่ตับ → ร่างกายจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เข้ามาจัดการเซลล์ตับที่ติดเชื้อ จนเกิด “ตับอักเสบเฉียบพลัน” ทำให้

- เซลล์ตับบาดเจ็บพร้อมกันมากขึ้น

- ค่า AST และ ALT รั่วออกมาในเลือดจนพุ่งถึงหลักพัน

- การขับน้ำดีผิดปกติ → ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม

- ถ้าตับเริ่มทำงานไม่ไหว → อาจซึม สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง

ค่าตับ 1,300–1,400 จึงบอกว่าเซลล์ตับกำลังบาดเจ็บอย่างมากครับ แต่จะเป็นตับวายหรือไม่ ต้องดูการแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาล ค่าไต และระดับความรู้สึกตัวร่วมด้วยนะ

4. ทำไมคนแข็งแรง ไม่ดื่มเหล้า กินดี ก็ยังเป็นได้?

เพราะโรคนี้เกิดจาก “การรับเชื้อ” ไม่ได้เกิดจากกินมันหรือดื่มเหล้าครับ ต่อให้ออกกำลังกาย นอนพอ ตรวจสุขภาพปกติ และไม่เคยมีโรคตับ ถ้ากินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนก็ป่วยได้
แหล่งเสี่ยงที่ต้องระวัง ก็คือ

- น้ำดื่มหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด

- ผักสดที่ผ่านการปนเปื้อน

- หมูและเครื่องในที่ปรุงไม่สุก

- หอยหรือเนื้อสัตว์ดิบ

- มือ เขียง มีด และภาชนะที่ปนกับอาหารดิบ

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ตรวจสุขภาพปกติ ไม่ดื่มเหล้า และกินคลีน ถ้ารับเชื้อจากอาหารหรือน้ำเข้าไปก็ป่วยได้ครับ

5. อาการเริ่มเหมือนไข้ธรรมดา แล้วต้องจับตาตรงไหน?

จุดอันตรายของไวรัสตับอักเสบ E คือช่วงแรกอาการไม่ชัดครับ อาจเริ่มจากไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดท้อง จนเข้าใจว่าเป็นไข้ทั่วไป อาหารเป็นพิษ หรือปวดประจำเดือน
แต่อาการที่ไม่ควรฝืน ได้แก่

- ตัวเหลืองหรือตาเหลือง

- ปัสสาวะเข้มกว่าปกติ

- อาเจียนจนกินไม่ได้

- ปวดท้องรุนแรง

- ซึม ตาลอย สับสน หรือพูดไม่รู้เรื่อง

โดยเฉพาะถ้าเริ่มซึมหรือไม่มีสติ อันนี้ไม่ใช่รอดูพรุ่งนี้แล้วครับ ต้องไปโรงพยาบาลทันที

6. ตรวจอะไรถึงรู้ว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ E?

ดูจากค่าตับสูงอย่างเดียวไม่ได้ครับ เพราะค่าตับหลักพันเกิดได้จากไวรัสชนิดอื่น ยา สมุนไพร พาราเซตามอลเกินขนาด ภูมิคุ้มกันทำร้ายตับ หรือตับขาดเลือดได้เหมือนกัน
การตรวจจึงต้องดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น
ตรวจ AST และ ALT เพื่อดูการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
ตรวจ Bilirubin เพื่อดูภาวะตัวเหลืองและน้ำดีคั่ง
ตรวจ PT/INR เพื่อดูว่าตับยังสร้างสารช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ไหม
ตรวจ Anti-HEV IgM เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส E ระยะเฉียบพลัน
ตรวจ HEV RNA เพิ่มในรายที่ผลยังไม่ชัด
อัลตราซาวนด์เพื่อดูตับ ถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี
อย่าเดาเองว่าเป็นไวรัส E หรือซื้อยากินเองครับ

7. ไวรัสตับอักเสบ E รักษายังไง?

คนที่อาการไม่รุนแรงส่วนใหญ่มักหายได้เองครับ การรักษาหลักคือประคับประคองอาการและคอยติดตามว่าตับยังทำงานได้ดีอยู่ไหม โดยแนวทางดูแลโดยทั่วไป ได้แก่

- พักผ่อนตามอาการ

- ให้สารน้ำถ้ากินหรือดื่มไม่ได้

- ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวด

- ตรวจค่าตับ Bilirubin และ PT/INR ซ้ำ

- งดแอลกอฮอล์ทั้งหมด

- งดสมุนไพร ยาชุด และอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น

- ไม่หยุดหรือเพิ่มยาเองโดยไม่ถามแพทย์

ระยะพักฟื้นของแต่ละคนไม่เท่ากันครับ บางคนดีขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ แต่คนที่อาการหนักอาจต้องพักงานและติดตามค่าตับต่ออีกหลายเดือน ถ้ามี PT/INR ผิดปกติหรือมีภาวะตับวายเฉียบพลัน ก็อาจต้องดูแลใกล้ชิดหรือ ICU ครับ

8. สายคลีนยังกินผักสดได้อยู่ไหม?

กินได้ครับ ผักไม่ได้อันตรายถึงขั้นต้องเลิกกินสลัดนะ แต่เราต้องเลิกคิดว่า “ออร์แกนิคเท่ากับล้างนิดเดียวก็กินได้” เพราะเชื้อโรคมองไม่เห็นด้วยตา ถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์ คนมีโรคตับอยู่แล้ว หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าไม่มั่นใจเรื่องแหล่งที่มา น้ำที่ใช้ล้าง หรือความสะอาดในการเตรียม การเลือกผักปรุงสุกจะลดความเสี่ยงได้มากกว่านะครับ

9. ป้องกันยังไง ไม่ให้ความเฮลตี้กลายเป็นความเสี่ยง?

1. ล้างมือก่อนเตรียมและก่อนกินอาหาร

2. แยกผักออกเป็นใบ แล้วล้างผ่านน้ำสะอาดให้ทั่ว

3. แยกมีด เขียง และภาชนะของดิบออกจากอาหารพร้อมกิน

4. อย่านำผักที่ล้างแล้วกลับไปใส่ภาชนะเดิม

5. เลือกน้ำดื่ม น้ำแข็ง และร้านอาหารที่ไว้ใจได้

6. ปรุงหมู เครื่องใน หอย และเนื้อสัตว์ให้สุกทั่วถึง

7. ถ้ามีไข้ร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะเข้ม ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

การล้างผักช่วยลดสิ่งปนเปื้อนได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะฆ่าไวรัสได้ทั้งหมดครับ วิธีที่ลดความเสี่ยงได้ดีที่สุดคือใช้น้ำสะอาด ป้องกันการปนเปื้อนจากของดิบ และปรุงสุกเมื่อทำได้

ผมไม่ได้บอกว่าอย่ากินผักออร์แกนิคครับ แต่เตือนว่า “ปลอดสาร” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดเชื้อ” ต่อให้ดูแข็งแรง ไม่ดื่มเหล้า และกินคลีนมาตลอด ถ้ารับเชื้อจากอาหารหรือน้ำเข้าไป ตับก็อักเสบหนักได้เหมือนกัน กินผักได้ครับ แต่ต้องล้างให้ถูก แยกของดิบ และอย่าฝืนถ้าเริ่มตัวเหลือง เหนื่อยมาก หรือซึมผิดปกติ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top