วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า
กลไกใหม่ การเกิดและตัวเร่งโรค อัลไซเมอร์
เอกสารงานวิจัยจากวารสาร
Hyperglycosylation is a metabolic driver of Alzheimer’s disease. Nature metabolism
09 June 2026
https://www.nature.com/articles/s42255-026-01538-4
ระบุว่า ภาวะกระบวนการ
เติมน้ำตาลในโปรตีนที่มากเกินไป (Hyperglycosylation) คือตัวการสำคัญที่ขับเคลื่อนความเสื่อมของระบบประสาทใน
โรคอัลไซเมอร์
• คณะผู้วิจัยพบว่าทั้งในสมองมนุษย์และหนูทดลองที่เป็นโรคนี้ มีการสะสมของน้ำตาลกลุ่ม N-glycans ในระดับสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่การกำจัดที่ลดลง
• ผลการศึกษาชี้ชัดว่าการยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างน้ำตาลเหล่านี้ช่วยให้ความจำและทักษะการเรียนรู้ดีขึ้น ในขณะที่การได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลูโคซามีนกลับส่งผลเสียต่อสมองอย่างรุนแรง
• นอกจากนี้ข้อมูลทางสถิติจากประวัติการรักษาจริงยังยืนยันว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่รับประทานกลูโคซามีนมีอัตราการดำเนินโรคที่เร็วขึ้นและมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าปกติ
• งานวิจัยนี้จึงสรุปว่าการควบคุมเมตาบอลิซึมของน้ำตาลในสมองอาจเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาและชะลอความเสื่อมของโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน (Hyperglycosylation) คือสภาวะที่มีการเพิ่มขึ้นของการสังเคราะห์ไกลแคน (glycan biosynthesis) อย่างผิดปกติภายในสมอง
สภาวะนี้ถูกระบุว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางเมตาบอลิซึม (metabolic driver) ของโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease - AD) มากกว่าจะเป็นเพียงผลพลอยได้จากการเสื่อมของระบบประสาท
ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันส่งผลต่อโรคอัลไซเมอร์ในหลายแง่มุม ดังนี้:
• กระตุ้นการดำเนินของโรค: งานวิจัยพบว่าระดับความรุนแรงของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในเนื้อสมองส่วนสีเทา (grey matter) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะของโรคตามการแบ่งของ Braak โดยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อโรคดำเนินไปสู่ระยะรุนแรง
• ทำลายความสามารถทางปัญญา: การทดลองในหนูพบว่าไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันส่งผลเสียต่อความจำและการรับรู้ทางสังคม ในทางกลับกัน การยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างไกลแคนด้วยวิธีทางพันธุกรรม (เช่น การยับยั้งเอนไซม์ PGM3) สามารถช่วยฟื้นฟูผลลัพธ์ทางปัญญาให้ดีขึ้นได้
• ลดอัตราการรอดชีวิต: จากการวิเคราะห์บันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ของผู้ป่วย พบว่าการใช้สารเสริมอาหารอย่างกลูโคซามีน (Glucosamine) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างไกลแคน มีความสัมพันธ์กับการดำเนินโรคอัลไซเมอร์ที่รวดเร็วขึ้น และทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
• รบกวนการทำงานของเซลล์ประสาท: สภาวะนี้ส่งผลให้เกิดการปรับแต่งไกลแคน (glycosylation modifications) ที่เพิ่มขึ้นบนโปรตีนบนเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทที่มีอยู่เดิม ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีความสำคัญต่อการส่งกระแสประสาทและการสื่อสารระหว่างไซแนปส์
• ความเฉพาะเจาะจงของโรค: สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบด้านลบของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันมีความเฉพาะเจาะจงกับสภาวะที่มีการเสื่อมของระบบประสาทอยู่แล้ว โดยพบว่าการได้รับกลูโคซามีนเสริมในหนูที่มีสุขภาพดี (wild-type) จะไม่ทำให้เกิดสภาวะไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในสมอง และไม่ส่งผลเสียต่อความจำเหมือนที่พบในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์
โดยสรุป ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันเป็นปัจจัยทางเมตาบอลิซึมที่ขับเคลื่อนให้โรคอัลไซเมอร์รุนแรงขึ้น และการมุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการสร้างไกลแคนที่มากเกินไปอาจเป็นแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาหรือชะลอการดำเนินของโรค
• ข้อสำคัญก็คือ ผลเสียนี้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มที่มีพยาธิสภาพของโรคอยู่แล้ว เนื่องจากในหนูหรือกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี ร่างกายยังมีกลไกการรักษาความสมดุล (homeostasis) ของไกลแคนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การได้รับกลูโคซามีนไม่ส่งผลกระทบต่อความจำหรือเพิ่มความเสี่ยงเท่ากับกลุ่มที่เป็นโรคแล้ว
เหตุผลที่คนสุขภาพดีไม่ได้รับผลกระทบจากกลูโคซามีนในลักษณะเดียวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เป็นเพราะความแตกต่างของสภาวะเมตาบอลิซึมในสมองและการทำงานของกลไกการรักษาความสมดุล โดยมีรายละเอียดดังนี้:
• กลไกการรักษาความสมดุลของไกลแคน (Normal Glycan Homeostasis): ในสมองของคนปกติหรือหนูที่มีสุขภาพดี (Wild-type) ร่างกายจะมีความสามารถในการรักษาความสมดุลของระดับไกลแคนได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะได้รับกลูโคซามีนเสริมเข้าไป แต่สมองปกติจะไม่เกิดสภาวะไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน หรือการสร้างไกลแคนที่มากเกินไปเหมือนที่พบในโรคอัลไซเมอร์,
• กลไกความยืดหยุ่นภายในสมอง (Intrinsic Resilience Mechanisms): แหล่งข้อมูลระบุว่าสมองที่ไม่มีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์จะมี "กลไกความยืดหยุ่น" ที่ทำหน้าที่เป็นกันชน (buffer) ต่อการรบกวนทางเมตาบอลิซึมที่เกิดจากการได้รับสารเสริมอย่างกลูโคซามีน ทำให้ไม่ส่งผลเสียต่อความจำหรือการทำงานของเซลล์ประสาท,
• ความเปราะบางเฉพาะในสภาวะที่มีการเสื่อมของระบบประสาท: ผลเสียของกลูโคซามีนจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาวะ "ความเปราะบางทางเมตาบอลิซึม" (metabolic vulnerability) อยู่ก่อนแล้ว ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เครื่องมือที่ใช้สังเคราะห์ไกลแคน (glycan biosynthetic machinery) เกิดความผิดปกติและทำงานมากเกินไป เมื่อได้รับกลูโคซามีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นเข้าไป สารนี้จึงเข้าไป "เร่ง" การดำเนินโรคให้แย่ลง,
• หลักฐานจากการศึกษาเปรียบเทียบ:
• ในหนูทดลอง: เมื่อให้กลูโคซามีนในหนูปกติ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไกลแคนในสมอง และไม่มีความบกพร่องของความจำเกิดขึ้น ต่างจากหนูจำลองโรคอัลไซเมอร์ที่มีอาการแย่ลงอย่างชัดเจน,
• ในมนุษย์: ผลการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังพบว่า การใช้กลูโคซามีนไม่มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) ที่ยังไม่พัฒนาเป็นโรคอัลไซเมอร์เต็มตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลกระทบนี้เจาะจงเฉพาะกลุ่มที่มีการเสื่อมของระบบประสาทอย่างชัดเจนแล้ว
สรุปคือ สมองที่มีสุขภาพดีมีระบบควบคุมเมตาบอลิซึมที่แข็งแรงพอที่จะจัดการกับสารตั้งต้นเหล่านี้ได้โดยไม่เกิดสภาวะผิดปกติ ต่างจากสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ระบบควบคุมเสียหายไปแล้ว
การตรวจพบไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน (Hyperglycosylation) มีศักยภาพอย่างมากที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น เนื่องจากสภาวะนี้เป็นเครื่องหมายทางพยาธิวิทยา (pathological hallmark) ที่เกิดขึ้นตามระยะการดำเนินของโรค,
ข้อมูลจากแหล่งระบุถึงความเป็นไปได้ในการใช้วินิจฉัย ดังนี้:
• ตัวบ่งชี้ในระยะเริ่มต้น: งานวิจัยพบว่าในเนื้อสมองส่วนขาว (white matter) จะมีการเพิ่มขึ้นของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันตั้งแต่ระยะ Braak 1–2 ซึ่งถือเป็นระยะเริ่มต้นของโรค
• ความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค: ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในเนื้อสมองส่วนสีเทา (grey matter) จะมีการสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความรุนแรงของโรค (progressive) โดยจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในระยะท้าย ๆ,,
• ตรวจพบก่อนอาการทางคลินิก: แหล่งข้อมูลระบุว่าความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมในสมอง (เช่น การรับกลูโคสที่ลดลง) สามารถตรวจพบได้หลายปีก่อนที่อาการทางคลินิกจะปรากฏ ซึ่งไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันถูกระบุว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางเมตาบอลิซึมที่สำคัญในกระบวนการนี้
• ศักยภาพในการเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker): ผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจกลไกเมตาบอลิซึมที่ผิดปกติของไกลแคนอาจนำไปสู่การพัฒนาตัวบ่งชี้ในการวินิจฉัย (diagnostic markers) ใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีการสูญเสียเซลล์ประสาทอย่างรุนแรง
สรุปคือ แม้ในปัจจุบันการตรวจหาสภาวะนี้จะยังใช้ในงานวิจัยเป็นหลัก แต่ลักษณะการเกิดที่เฉพาะเจาะจงในเนื้อสมองส่วนขาวตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ทำให้มันเป็นเครื่องมือที่มีแนวโน้มสูงในการช่วยวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้ตั้งแต่ระยะก่อตัว
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี