542.jpg
หมอธีระวัฒน์ ยกผลวิจัย กลไลใหม่ การเกิดและตัวเร่งโรคอัลไซเมอร์

หมอธีระวัฒน์ ยกผลวิจัย กลไลใหม่ การเกิดและตัวเร่งโรคอัลไซเมอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า

กลไกใหม่ การเกิดและตัวเร่งโรค อัลไซเมอร์
เอกสารงานวิจัยจากวารสาร 
Hyperglycosylation is a metabolic driver of Alzheimer’s disease. Nature metabolism
09 June 2026
https://www.nature.com/articles/s42255-026-01538-4


ระบุว่า ภาวะกระบวนการ

เติมน้ำตาลในโปรตีนที่มากเกินไป (Hyperglycosylation) คือตัวการสำคัญที่ขับเคลื่อนความเสื่อมของระบบประสาทใน
โรคอัลไซเมอร์ 

 • คณะผู้วิจัยพบว่าทั้งในสมองมนุษย์และหนูทดลองที่เป็นโรคนี้ มีการสะสมของน้ำตาลกลุ่ม N-glycans ในระดับสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่การกำจัดที่ลดลง 

 • ผลการศึกษาชี้ชัดว่าการยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างน้ำตาลเหล่านี้ช่วยให้ความจำและทักษะการเรียนรู้ดีขึ้น ในขณะที่การได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลูโคซามีนกลับส่งผลเสียต่อสมองอย่างรุนแรง 

 • นอกจากนี้ข้อมูลทางสถิติจากประวัติการรักษาจริงยังยืนยันว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่รับประทานกลูโคซามีนมีอัตราการดำเนินโรคที่เร็วขึ้นและมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าปกติ 

 • งานวิจัยนี้จึงสรุปว่าการควบคุมเมตาบอลิซึมของน้ำตาลในสมองอาจเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาและชะลอความเสื่อมของโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน (Hyperglycosylation) คือสภาวะที่มีการเพิ่มขึ้นของการสังเคราะห์ไกลแคน (glycan biosynthesis) อย่างผิดปกติภายในสมอง 
สภาวะนี้ถูกระบุว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางเมตาบอลิซึม (metabolic driver) ของโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease - AD) มากกว่าจะเป็นเพียงผลพลอยได้จากการเสื่อมของระบบประสาท
ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันส่งผลต่อโรคอัลไซเมอร์ในหลายแง่มุม ดังนี้:

 • กระตุ้นการดำเนินของโรค: งานวิจัยพบว่าระดับความรุนแรงของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในเนื้อสมองส่วนสีเทา (grey matter) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะของโรคตามการแบ่งของ Braak โดยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อโรคดำเนินไปสู่ระยะรุนแรง

 • ทำลายความสามารถทางปัญญา: การทดลองในหนูพบว่าไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันส่งผลเสียต่อความจำและการรับรู้ทางสังคม ในทางกลับกัน การยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างไกลแคนด้วยวิธีทางพันธุกรรม (เช่น การยับยั้งเอนไซม์ PGM3) สามารถช่วยฟื้นฟูผลลัพธ์ทางปัญญาให้ดีขึ้นได้
 

• ลดอัตราการรอดชีวิต: จากการวิเคราะห์บันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ของผู้ป่วย พบว่าการใช้สารเสริมอาหารอย่างกลูโคซามีน (Glucosamine) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างไกลแคน มีความสัมพันธ์กับการดำเนินโรคอัลไซเมอร์ที่รวดเร็วขึ้น และทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
 

• รบกวนการทำงานของเซลล์ประสาท: สภาวะนี้ส่งผลให้เกิดการปรับแต่งไกลแคน (glycosylation modifications) ที่เพิ่มขึ้นบนโปรตีนบนเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทที่มีอยู่เดิม ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีความสำคัญต่อการส่งกระแสประสาทและการสื่อสารระหว่างไซแนปส์

 • ความเฉพาะเจาะจงของโรค: สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบด้านลบของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันมีความเฉพาะเจาะจงกับสภาวะที่มีการเสื่อมของระบบประสาทอยู่แล้ว โดยพบว่าการได้รับกลูโคซามีนเสริมในหนูที่มีสุขภาพดี (wild-type) จะไม่ทำให้เกิดสภาวะไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในสมอง และไม่ส่งผลเสียต่อความจำเหมือนที่พบในหนูที่เป็นโรคอัลไซเมอร์
โดยสรุป ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันเป็นปัจจัยทางเมตาบอลิซึมที่ขับเคลื่อนให้โรคอัลไซเมอร์รุนแรงขึ้น และการมุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการสร้างไกลแคนที่มากเกินไปอาจเป็นแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาหรือชะลอการดำเนินของโรค
 

• ข้อสำคัญก็คือ ผลเสียนี้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มที่มีพยาธิสภาพของโรคอยู่แล้ว เนื่องจากในหนูหรือกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี ร่างกายยังมีกลไกการรักษาความสมดุล (homeostasis) ของไกลแคนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การได้รับกลูโคซามีนไม่ส่งผลกระทบต่อความจำหรือเพิ่มความเสี่ยงเท่ากับกลุ่มที่เป็นโรคแล้ว
เหตุผลที่คนสุขภาพดีไม่ได้รับผลกระทบจากกลูโคซามีนในลักษณะเดียวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เป็นเพราะความแตกต่างของสภาวะเมตาบอลิซึมในสมองและการทำงานของกลไกการรักษาความสมดุล โดยมีรายละเอียดดังนี้:

 • กลไกการรักษาความสมดุลของไกลแคน (Normal Glycan Homeostasis): ในสมองของคนปกติหรือหนูที่มีสุขภาพดี (Wild-type) ร่างกายจะมีความสามารถในการรักษาความสมดุลของระดับไกลแคนได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะได้รับกลูโคซามีนเสริมเข้าไป แต่สมองปกติจะไม่เกิดสภาวะไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน หรือการสร้างไกลแคนที่มากเกินไปเหมือนที่พบในโรคอัลไซเมอร์,

 • กลไกความยืดหยุ่นภายในสมอง (Intrinsic Resilience Mechanisms): แหล่งข้อมูลระบุว่าสมองที่ไม่มีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์จะมี "กลไกความยืดหยุ่น" ที่ทำหน้าที่เป็นกันชน (buffer) ต่อการรบกวนทางเมตาบอลิซึมที่เกิดจากการได้รับสารเสริมอย่างกลูโคซามีน ทำให้ไม่ส่งผลเสียต่อความจำหรือการทำงานของเซลล์ประสาท,

 • ความเปราะบางเฉพาะในสภาวะที่มีการเสื่อมของระบบประสาท: ผลเสียของกลูโคซามีนจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาวะ "ความเปราะบางทางเมตาบอลิซึม" (metabolic vulnerability) อยู่ก่อนแล้ว ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เครื่องมือที่ใช้สังเคราะห์ไกลแคน (glycan biosynthetic machinery) เกิดความผิดปกติและทำงานมากเกินไป เมื่อได้รับกลูโคซามีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นเข้าไป สารนี้จึงเข้าไป "เร่ง" การดำเนินโรคให้แย่ลง,

 • หลักฐานจากการศึกษาเปรียบเทียบ:

 • ในหนูทดลอง: เมื่อให้กลูโคซามีนในหนูปกติ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไกลแคนในสมอง และไม่มีความบกพร่องของความจำเกิดขึ้น ต่างจากหนูจำลองโรคอัลไซเมอร์ที่มีอาการแย่ลงอย่างชัดเจน,

 • ในมนุษย์: ผลการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังพบว่า การใช้กลูโคซามีนไม่มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) ที่ยังไม่พัฒนาเป็นโรคอัลไซเมอร์เต็มตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลกระทบนี้เจาะจงเฉพาะกลุ่มที่มีการเสื่อมของระบบประสาทอย่างชัดเจนแล้ว

สรุปคือ สมองที่มีสุขภาพดีมีระบบควบคุมเมตาบอลิซึมที่แข็งแรงพอที่จะจัดการกับสารตั้งต้นเหล่านี้ได้โดยไม่เกิดสภาวะผิดปกติ ต่างจากสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ระบบควบคุมเสียหายไปแล้ว
การตรวจพบไฮเปอร์ไกลโคไซเลชัน (Hyperglycosylation) มีศักยภาพอย่างมากที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น เนื่องจากสภาวะนี้เป็นเครื่องหมายทางพยาธิวิทยา (pathological hallmark) ที่เกิดขึ้นตามระยะการดำเนินของโรค,
ข้อมูลจากแหล่งระบุถึงความเป็นไปได้ในการใช้วินิจฉัย ดังนี้:

 • ตัวบ่งชี้ในระยะเริ่มต้น: งานวิจัยพบว่าในเนื้อสมองส่วนขาว (white matter) จะมีการเพิ่มขึ้นของไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันตั้งแต่ระยะ Braak 1–2 ซึ่งถือเป็นระยะเริ่มต้นของโรค

 • ความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค: ไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันในเนื้อสมองส่วนสีเทา (grey matter) จะมีการสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความรุนแรงของโรค (progressive) โดยจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในระยะท้าย ๆ,,

 • ตรวจพบก่อนอาการทางคลินิก: แหล่งข้อมูลระบุว่าความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมในสมอง (เช่น การรับกลูโคสที่ลดลง) สามารถตรวจพบได้หลายปีก่อนที่อาการทางคลินิกจะปรากฏ ซึ่งไฮเปอร์ไกลโคไซเลชันถูกระบุว่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางเมตาบอลิซึมที่สำคัญในกระบวนการนี้

 • ศักยภาพในการเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker): ผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจกลไกเมตาบอลิซึมที่ผิดปกติของไกลแคนอาจนำไปสู่การพัฒนาตัวบ่งชี้ในการวินิจฉัย (diagnostic markers) ใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีการสูญเสียเซลล์ประสาทอย่างรุนแรง

สรุปคือ แม้ในปัจจุบันการตรวจหาสภาวะนี้จะยังใช้ในงานวิจัยเป็นหลัก แต่ลักษณะการเกิดที่เฉพาะเจาะจงในเนื้อสมองส่วนขาวตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ทำให้มันเป็นเครื่องมือที่มีแนวโน้มสูงในการช่วยวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้ตั้งแต่ระยะก่อตัว
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top