วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569
17 กุมภาพันธ์ 2567 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” โดยแจ้งข่าวดีในวงการแพทย์หัวข้อ "พิชิตสมองเสื่อมด้วยยาแก้ไอ" โดยมีรายละเอียดดังนี้
ยาแก้ไอ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ในปี 2024 นี้ เรียกว่าเกือบจะเป็นยาที่แก้ไขที่ต้นเหตุของสมองเสื่อม ทั้งนี้เพราะสามารถทราบกลไกและตรวจตรวจสอบกับสมองจำลองและผ่านเข้าการศึกษาในมนุษย์ระยะที่หนึ่งและระยะที่สองในเรื่องของความปลอดภัยและในเรื่องของประสิทธิภาพในขณะเดียวกันอยู่ในระยะสาม
การใช้ยาตัวนี้ระหว่างหมอและ คนไข้ต้องได้รับข้อมูลพื้นฐานดังต่อไปนี้รวมทั้งมีการติดตาม ทั้งนี้ยังสบายใจได้ว่ายาหมดสิทธิบัตรแล้วและราคาเข้าถึงได้รวมทั้งสามารถปรับขนาดขึ้นลงได้ แต่ต้องทานพร้อมอาหารเนื่องจากอาจทำให้มีลมในท้องและเรอ หรือผายลม และไม่ตีกับยาอื่น
พูดไปแล้ว เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโกหก อิงนิยาย แต่เกิดขึ้นแล้ว และถือว่าเป็นข่าวดีเริ่มในปี 2023 และที่หมอจะนำมาเรียนให้ทราบในอันดับต่อๆไป ก็จะมีข่าวดีอีกหลายเรื่อง ในการพิชิตสมองเสื่อม
ทั้งนี้ โดยที่ต้องรู้เร็ว ตั้งแต่ต้น แม้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงน้อยนิด ก็สามารถป้องกัน ชะลอและรักษาให้ย้อนกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้
ซึ่งในปัจจุบันสามารถตรวจเลือดได้โดยไม่ต้องอดอาหาร และสามารถให้เกิดวินิจฉัยสมองเสื่อมโดยการตรวจ pTau 217 NFL GFAP ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงกับอัลไซเมอร์และบอกระดับความเสียหายของสมองนอกจากนั้นยังระบุถึงการอักเสบในสมองที่จุดปะทุจากเซลล์เกลีย
สมองเสื่อมที่ว่านี้เกิดจากโปรตีนพิษบิดเกลียว (misfolded protein) ที่มีชื่อต่างๆนานาและทำให้เกิดโรคที่เรารู้จักกันดี ตั้งแต่โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และสมองเสื่อม ที่มีชื่อหรือที่หมอเรียกว่ายี่ห้ออื่นอีกมากมายหลายชนิด
ปัจจุบัน เราทราบกันดีแล้วว่า วิธีการที่จะป้องกันไม่ให้อาการของสมองเสื่อมโผล่ขึ้น แม้ว่าจะมีโปรตีนพิษเหล่านี้อยู่ในสมองแล้วก็ตาม ซึ่งขณะนี้เราสามารถตรวจจากเลือดได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลัง หรือไปทำคอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กเอ็มอาร์ไอร่วมกับการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพ็ทสแกน
กระบวนการเหล่านี้ได้แก่การควบคุมอาหาร เข้าใกล้มังสวิรัติ งดแป้ง งดเนื้อสัตว์บก หันมาบริโภคปลาและยังได้โปรตีนเพิ่มจากถั่ว ดังที่หมอได้ย้ำมาตลอดในทุกบท และกิจกรรมทำให้สมองขยันตลอด ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแต่เล่นเกมซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ต้องเป็นกิจกรรมที่มีการโต้ตอบใช้ความคิด มีการวางแผน ยกตัวอย่างเช่นเล่นไพ่กินเงินหรือเต้นรำกับคู่เต้น ร้องเพลงใหม่ ให้ไม่คร่อม จังหวะและเสียงไม่หลง
อีกทั้งแน่นอนคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่นั่งทอดหุ่ยเนือยนิ่ง รวมทั้ง ตากแดดไม่ใช่ไปกินวิตามินดีซึ่งอาจมีส่วนช่วยได้เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับแดด
กระบวนการเหล่านี้ สามารถปฏิบัติได้โดยไม่เสียเงิน และต่อจากนี้ สามารถควบคู่ได้กับยาพื้น ๆ ที่ใช้กันมานาน แสนนานแต่โบราณ ที่เราจัดเป็น repurpose drug โดยที่ยาเหล่านี้ใช้ในจุดประสงค์อื่นแต่มีการค้นพบว่าสามารถออกฤทธิ์ในการต่อต้านกลไกของโรคอื่นๆได้
ยาตัวที่หมอจะมาเล่าให้ฟังในตอนนี้ เป็นยาละลายเสมหะ ดังนั้นจึงทำให้ระบายเสมหะออกไปได้และไอลดลง
ยาดังกล่าวนี้ ชื่อ Ambroxol ที่มีการใช้มาตั้งแต่ปี 1970 โดยที่มีการประกาศความสำเร็จ ในการใช้กับโรคสมอง จากการศึกษาตั้งแต่หลอดทดลอง สัตว์ทดลองและการวิจัยในมนุษย์ ตั้งแต่ในระยะที่หนึ่ง และที่สองและขณะนี้เริ่มการศึกษาในมนุษย์เป็นระยะที่สาม โดยคณะทำงานจาก Queen Square สถาบันทางประสาทวิทยา University College of London นำโดย ศาสตราจารย์ Schapira
การศึกษาทางคลินิก ในระยะที่สอง โดยคณะ ทำงาน นี้ มีการตีพิมพ์ในวารสาร สมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA) ตั้งแต่ปี 2020 ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน
ทั้งนี้ยาแก้ไอดังกล่าวสามารถที่จะซึมผ่านเข้าสมองและเพิ่มปริมาณและการทำงานของโปรตีนที่ชื่อว่า GCase (glucocerebrosidase) ในสมอง ซึ่งทำงานโดยช่วยให้เซลล์มีการกำจัดขยะโปรตีนทั้งหลายแหล่ออก และในกรณีของโรคพาร์กินสันก็คือกำจัดโปรตีน alpha synuclein ออก
ความที่ยาแก้ไอดังกล่าวนี้ ได้ใช้กันมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว และถึงแม้ว่าขนาดของยาที่ใช้จะมีปริมาณสูงมากกว่าที่ใช้ในการละลายเสมหะตามปกติ แต่จากการศึกษาทางคลินิกในระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง พบว่ามีความปลอดภัย โดยที่ผลข้างเคียงอาจมีบ้าง ก็คืออาการกวนกระเพาะ คลื่นไส้บ้าง อาจจะมีพะอืดพะอมบ้าง แต่ก็น้อยและหายไปเอง ทั้งนี้โดยที่ปริมาณ และขนาดยามีการปรับระดับเพิ่มขึ้น ทุกห้าวัน หลังจากที่ครบ 10 วัน แล้วก็จะเป็นขนาดปริมาณคงที่ไปตลอด
การศึกษาในระยะที่สามนี้ ในปี 2023 จะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน 330 รายในศูนย์ทางคลินิก 12 แห่งในสหราชอาณาจักรโดยที่จะมีการเปรียบเทียบโดยการใช้ยาหลอกด้วยเป็นเวลาสองปี และมีการติดตามอาการของโรคอย่างเข้มงวด
การศึกษาในระยะก่อนหน้านี้ ที่มีการตีพิมพ์ในปี 2020 นั้นเป็นการใช้ Ambroxol ในคนไข้พาร์กินสัน ทั้งที่มี และไม่มีรหัสพันธุกรรม ผันแปรไป (mutation) ของยีนglucocerebrosidase, GBA1 (OMIM 606463) ซึ่งเป็นยีนส์สำคัญที่มีความเสี่ยงของโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้น การทดสอบกับคนไข้ที่มีและไม่มียีนส์เฉพาะนี้ และด้วยการใช้ขนาดของยาอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว
โดยมีการเพิ่มปริมาณจนกระทั่งถึง 1.26 กรัมต่อวัน
การศึกษาเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2017 จนถึงวันที่ 25 เมษายน 2018
ทั้งนี้ ผลของการศึกษาพบว่าตัวยา Ambroxol สามารถ ผ่านผนังกั้นระหว่างเส้นเลือดกับสมองได้และทำให้ สามารถออกฤทธิ์ในสมอง โดยตรวจพบได้ในน้ำไขสันหลังในคนป่วยที่มีและไม่มียีนส์นี้ และนอกจากนั้น ยาดังกล่าวจะไปจับกับ เอ็นไซม์ เบต้า glucocerebrosidase และทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งระดับและการทำงานของโปรตีนนี้ จากการตรวจในน้ำไขสันหลัง รวมทั้งระดับของ alpha synuclein โดยที่ระดับในน้ำไขสันหลังสูงขึ้น ซึ่งแสดงว่ามีการ ทำงานเพิ่มขึ้นในเซลล์สมองและผลักโปรตีนพิษออกจากสมองเข้าสู่น้ำไขสันหลัง
กลไกการจัดการ ของยา Ambroxol ต่อ โปรตีนพิษ ประกอบไปด้วยหลายกระบวนการ และขั้นตอน ด้วยกัน โดยยาไปเพิ่ม การทำงานของ GCase ในเซลล์สมอง และแม้แต่ในคนไข้ที่มียีนส์ผิดปกติ ซึ่งต่อต้านการทำงาน ของระบบนี้ก็ตาม ตัวยาก็ยังสามารถสู้ได้ โดย ผ่านทาง transcriptional factor EB pathway และการกระตุ้น lysosomal exocytosis และสามารถแก้ความผิดปกติของ posttranslational folding ในคนที่มียีนส์ผิดปกติได้ด้วยซ้ำ และทำให้ระบบกู้ภัยคลี่เกลียว ของโปรตีนพิษ และการกำจัดขยะโปรตีนพิษเหล่านี้ (ถ้าไม่สามารถกู้ได้) ออกไปทิ้งได้หมดจด
ข้อพิสูจน์ อีกอย่างหนึ่งของ Ambroxol ก็คือ การสร้างเซลล์จำลองของสมอง (neurosphere) จากสเต็มเซล adipose-derived neural crest ที่พัฒนาจาก เซลล์ของคนไข้พาร์กินสันที่มีและไม่มีรหัสพันธุกรรมที่ผิดปกติของ GBA1
สมองจำลองนี้ ของคน พาร์กินสัน โดยเฉพาะที่มียีนส์ผิดปกติ พบว่า มีปริมาณและการทำงานของโปรตีน GCase และ cathepsin D ต่ำลง และแน่นอนมีระดับของโปรตีนพิษ Tau และ alpha synuclein สูงขึ้นและยา Ambroxol สามารถที่จะเพิ่มพูนการทำงานของโปรตีนตัวนี้ได้และมีระดับของโปรตีนผิดทั้งสองตัวในเซลล์ประสาทสมองลดลง รายงานในวารสาร Human Molecular Genetics ในปี 2022 โดยคณะทำงานของศาสตราจารย์ Schapira เช่นกัน
กล่าวโดยสรุปขณะนี้ การพิชิตโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม รวมทั้งมียาตัวอื่นๆที่สามารถจับต้องได้
และที่ต้องไม่ลืมก็คือ การที่ต้องกำจัดหรือระงับการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทั้งจากที่ได้ จะกินอาหาร เนื้อ ไม่กินผัก ผลไม้ กากไย มีการปนเปื้อนสารเคมี และมลพิษต่างๆ รวมทั้งพีเอ็ม 2.5 และจะเข้าไปกระทบสมองอีกต่อ ซึ่งจะไปจุดชนวนให้การอักเสบลุกลามในสมอง รวมทั้งกระพือ การเพิ่มการสร้างของโปรตีนพิษและขัดขวางการกำจัดขยะพิษเหล่านี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี