บางทีแกะก็ไม่รอดค่ะ เช่น กรณีนี้เป็นกระเป๋า ต่อให้คุณเปิดออกมาดูก็ไม่เจออะไรนอกจากจะเอาคัตเตอร์กรีดออกมาเป็นชิ้นๆ
นอกจากนี้ยังมีวิธีที่เนียนกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะในวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดแบบเดิม ๆ เช่น การยัดไส้ในกระเป๋าเดินทาง การกลืนลงท้อง หรือการซ่อนในสิ่งของเริ่มถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้น ขบวนการเหล่านี้จึงหันไปพึ่งพาเทคนิคขั้นสูงทางเคมีที่เรียกว่า "การพรางเคมี" (Chemical Camouflage) หรือการแปลงสภาพยาเสพติดให้อยู่ในรูปแบบของเหลวเพื่อชุบลงบนวัตถุอื่น
กระบวนการ "ชุบและสกัด"
การลักลอบขนส่งในรูปแบบนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การซ่อน แต่เป็นการ เปลี่ยนสถานะ ของตัวยาอย่างสิ้นเชิง
1. แปลงสถานะให้เป็นของเหลว: ยาเสพติดประเภทผง โดยเฉพาะ โคเคน และ ไอซ์ จะถูกนำไปละลายในสารทำละลายอินทรีย์จนกลายสภาพเป็นของเหลวสมบูรณ์
2. เอาของเหลวนี้ไปฝังตัวในวัสดุ: ขบวนการจะนำเสื้อผ้า กางเกงยีนส์ ผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งหน้ากระดาษหนังสือ ลงไปแช่ในสารละลายนี้จนเนื้อผ้าดูดซับของเหลวไว้เต็มที่ จากนั้นจะนำไปตากและรีดให้แห้งสนิท ทำให้เสื้อผ้าเหล่านั้นดูเหมือนเสื้อผ้าใช้แล้วทั่วไป แต่อาจมีความแข็ง กว่าปกติเล็กน้อย และมีการฉีดสารเคมีอื่นทับเพื่อกลบกลิ่นไม่ให้สุนัขตำรวจได้กลิ่น
3. เอาไปผ่านการสกัดกลับคืนสถานะที่ปลายทาง: เมื่อสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรที่สนามบินปลายทางสำเร็จ เสื้อผ้าหรือวัตถุชุบยาเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการลับ ซึ่งมีนักเคมีรอใช้สารละลายเฉพาะในการแยก (Extract) ตัวยาออกจากเส้นใยผ้า และนำไปผ่านกระบวนการตกผลึก (Re-crystallization) ออกมาเป็นผงบริสุทธิ์อีกครั้ง
--------
ตัวอย่างคดีจริงในอดีต
หลักฐานสายบิน "ยาเสพติดแปรธาตุ"
กลวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และมีคดีจับกุมที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลกมานานหลายปี ดังตัวอย่างคดีสำคัญเช่น
คดีเสื้อโค้กชุบโคเคน 18 กิโลกรัม ที่ฮ่องกง (ปี 2009)
หนึ่งในคดีคลาสสิกเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้สกัดจับชายวัย 18 ปีที่เดินทางมาจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อตรวจสอบกระเป๋าเดินทางพบเสื้อผ้าจำนวน 35 ตัว มีน้ำหนักรวมกันถึง 18 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าเนื้อผ้ามีความแข็งกระด้างผิดปกติอย่างมาก เมื่อนำไปเข้าห้องแล็บตรวจพิสูจน์ จึงพบว่าเสื้อผ้าทุกตัวถูกชุบด้วยสารละลายโคเคนเหลวมาจนชุ่ม
คดีเครื่องสำอางซ่อนโคเคนเหลว ที่ไซปรัส
กรณีการอำพรางในของเหลวตรง ๆ ก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น คดีที่สนามบินลาร์นาคา ประเทศไซปรัส เจ้าหน้าที่สกัดจับผู้โดยสารวัย 65 ปี พบห่อพลาสติก 10 ห่อบรรจุของเหลวต้องสงสัยซุกซ่อนเนียนไปกับขวดเครื่องสำอางและแชมพู เมื่อทดสอบทางเคมีพบว่าเป็นโคเคนเหลวบริสุทธิ์น้ำหนักรวมกว่า 4 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ไซปรัสเจอการลักลอบในรูปแบบนี้
คดีเสื้อเชิ้ตฝังโคเคนข้ามชาติ (ไนจีเรีย - บราซิล)
สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติไนจีเรีย (NDLEA) เคยสกัดจับนักธุรกิจรายหนึ่งที่เดินทางมาจากเมืองเซาเปาลู ประเทศบราซิล สู่เมืองเลกอส โดยภายในกระเป๋าเดินทางพบเสื้อเชิ้ตและผ้าขนหนูจำนวน 14 ผืน ที่ผ่านการชุบโคเคนเหลวแล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งและรีดจนเรียบกริบเพื่อตบตา ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีปริมาณยาเสพติดแฝงอยู่ถึง 6.1 กิโลกรัม
ความท้าทายและการรับมือของชั้นศุลกากร
แม้ว่าเทคนิคนี้จะทำให้ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือการเอกซเรย์ทั่วไป แต่ในปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงทั่วมุมโลกได้ปรับเปลี่ยนวิธีรับมือ โดยไม่พึ่งพาเพียงแค่ลักษณะทางกายภาพภายนอก แต่หันมาใช้ เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ แบบพกพา ที่สามารถยิงแสงเลเซอร์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของวัตถุและของเหลวได้ทันทีโดยไม่ต้องแกะห่อ รวมถึงการใช้ระบบฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงของเส้นทางการบิน (Risk Profiling) เพื่อเจาะจงตรวจค้นบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งผลิตใหญ่ ทำให้การพรางเคมีในลักษณะนี้ถูกทลายลงได้ในที่สุด
เส้นทางบินที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High-Risk Routes) มักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์และการไหลเวียนของยาเสพติด
1. สายตรงโคเคน (ภูมิภาคอเมริกาใต้): เที่ยวบินที่ต้นทางมาจากประเทศในกลุ่มแอนดีส เช่น โคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย รวมถึงประเทศที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกสำคัญอย่าง บราซิล (โดยเฉพาะสนามบินเซาเปาลู-กวารูลยูส) บินตรงเข้าสู่ยุโรป (เช่น สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์) หรือเอเชีย
2. สายตรงเฮโรอีน (ภูมิภาคสามเหลี่ยมทองคำ และจันทร์เสี้ยวทองคำ): เที่ยวบินที่มาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยด้วย) หรือแถบเอเชียใต้/ตะวันตกกลาง (เช่น อัฟกานิสถาน ปากีสถาน) บินตรงสู่ตลาดปลายทาง
3. เนื่องจากขบวนการค้ายารู้ว่าเครื่องบินที่มาจากประเทศแหล่งผลิตจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ พวกเขาจึงมักใช้วิธี "ล้างเส้นทาง" (Route Laundering) โดยการส่งยาเสพติดไปพักหรือเปลี่ยนเครื่องในประเทศที่ดูไม่มีความเสี่ยง เพื่อตบตาระบบ Risk Profiling ด้วยการไปแวะพักเปลี่ยนเครื่องเพื่อบินเข้าจากประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาเฝ้าระวัง เช่น ไปเปลี่ยนเครื่องในตะวันออกกลาง
4. เส้นทางซิกแซก/อ้อมโลก อย่างไม่มีความจำเป็น เช่น ผู้โดยสารต้องการเดินทางจากประเทศ A ไปประเทศ B แต่กลับเลือกตั๋วเครื่องบินที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องในประเทศ C, D, E ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ 2-3 เท่า และมีค่าตั๋วที่แพงกว่าบินตรง
นอกจากนี้ การจองตั๋วกระชั้นชิดก่อนบินไม่กี่ชั่วโมง หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (One-way) ด้วยเงินสด ก็มักจะถูก flag ได้ด้วยเช่นกัน
กรณีลูกเรือป้าม่วง จะอ้างว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะผิดทุกกฏ แค่รับจ้าง"หิ้ว" ก็ผิดแล้ว และหิ้วไปแล้วจะมาบอกว่า ไม่ใช่ของฉัน มีคนจ้างฉันหิ้ว ฉันไม่รู้ว่าคืออะไรมันไม่ได้จริงๆ เวลาเราเดินทางบางทีเค้าถึงได้ถามว่า "แพคกระเป๋าเองไหม มีคนแพคกระเป๋าให้หรือเปล่า มีของที่ไม่ใช่ของตัวเองไหม"
อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้วนะคะ อย่าคิดว่าแกะ, แหก, แงะ ฯลฯ ดูแล้วจะรอดนะ พวกค้ายาเสพติดมันฉลาดแยบยลกว่าเราเยอะเพราะนี่คืออาชีพของพวกมัน