วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 6 กรกฏาคม 2569 พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ภาคเหนือ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเปิดคณะแพทยศาสตร์ใหม่ในช่วงนี้ เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาก มีทั้งความหวังของครอบครัวที่อยากเห็นลูกหลานได้เป็นแพทย์ ความหวังของระบบสุขภาพที่อยากมีบุคลากรเพิ่มขึ้น และความหวังของประชาชนที่อยากเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ส่วนตัวแล้ว ฉันไม่ได้ต่อต้านการเปิดคณะแพทย์ใหม่ และเข้าใจบริบทของประเทศดี ว่าเรากำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์ การลาออกจากภาครัฐ และมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่อยากเรียนแพทย์ แต่ในฐานะแพทย์คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในระบบนี้มานาน มีข้อสังเกตส่วนตัวอยู่เพียง 2 เรื่อง ที่อยากชวนทุกคนช่วยกันคิดให้ลึกกว่าคำว่า "ผลิตแพทย์เพิ่ม"
ข้อแรก เรากำลังผลิตแพทย์มาเติมใน "ระบบที่เป็นถังน้ำก้นรั่ว" อยู่หรือไม่?
ทุกวันนี้เราเห็นข้อมูลการลาออกของแพทย์จากภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจมองว่าคำตอบคือ "ผลิตเพิ่ม" แต่คำถามที่ฉันสงสัยเสมอคือ เราได้ซ่อมถังน้ำที่รั่วอยู่แล้วหรือยัง? เราดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานของแพทย์ในภาครัฐดีพอแล้วหรือยัง? ภาระงาน ชั่วโมงการทำงาน การอยู่เวร การฟ้องร้อง ความกดดัน และคุณภาพชีวิตของบุคลากร เราแก้ไขไปได้มากน้อยแค่ไหน? เพราะถ้าเราผลิตแพทย์มาเติมได้มากขึ้น แต่ระบบยังผลักให้คนออกจากระบบเร็วขึ้นเช่นกัน ทำอย่างไรเราก็คงไม่สามารถเติมแพทย์ได้เพียงพอ
ข้อที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันกังวลมากกว่า คือ "ศิษย์ต้องมีครู"
ฉันไม่ค่อยห่วงการเรียนในช่วง 3 ปีแรกของแพทย์ เพราะเป็นการเรียนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการบรรยายเป็นหลัก แต่สิ่งที่เป็นหัวใจของการเรียนแพทย์จริงๆ คือ 3 ปีหลัง เป็นช่วงที่นักศึกษาแพทย์ต้องตรวจผู้ป่วยจริง ทั้งที่ OPD และใน Ward ต้องเรียนรู้จากคนไข้ ครอบครัว และ "ครูแพทย์ตัวจริง" คำถามคือ เรามีครูแพทย์ที่พร้อมสอน เพียงพอแล้วหรือยัง?
ถ้าเป็นโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ที่มีระบบรองรับมายาวนาน อาจตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นการขยายการเรียนการสอนไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลชุมชน เราเคยถามหรือยังว่า บุคลากรหน้างานพร้อมแค่ไหน? เพราะความจริงคือ แพทย์จำนวนมากในโรงพยาบาลรัฐทุกวันนี้ ทำงานกันจนแทบไม่มีเวลาพักอยู่แล้ว ในหนึ่งวัน เราตรวจคนไข้หลักร้อยคน เข้าเวร ผ่าตัด ประชุม รับผิดชอบคุณภาพโรงพยาบาล ทำงานบริหาร และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกมากมาย แล้วเรายังมาคาดหวังให้คนกลุ่มเดียวกันนี้ ทำหน้าที่ "ครูที่มีคุณภาพ" เพิ่มขึ้นอีกด้วย
และไม่ใช่แค่ความพร้อมของแพทย์เท่านั้น แต่การเรียนการสอนทางการแพทย์เป็นการเรียนรู้แบบทีม ทั้งพยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพทุกคนล้วนเป็นครูของนักศึกษาแพทย์ทั้งสิ้น พวกเราพร้อมสำหรับบทบาทนี้มากน้อยเพียงใด?
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ "วัฒนธรรมองค์กรของสถานที่ฝึก" เราเคยถามนักศึกษาแพทย์จริงๆ หรือไม่ว่า การเรียนในวอร์ดเป็นอย่างไร? เคยถามคนไข้จริงๆ หรือไม่ว่า ประสบการณ์การได้รับการดูแลในห้องที่มีการเรียนการสอนเป็นอย่างไร? นักศึกษาแพทย์ได้รับการสอนอย่างใส่ใจหรือไม่? หรือบางครั้งเป็นการสอนไป ดุไป ตำหนิไป ระบบรับฟังข้อร้องเรียนของผู้เรียนเข้มแข็งพอหรือไม่? หากนักศึกษาสะท้อนปัญหาแล้ว สถานศึกษาสามารถแก้ไขได้จริงหรือไม่?
เพราะความจริงที่หลายคนในวงการรู้ดีคือ บางครั้งเมื่อเปิดหลักสูตรไปแล้ว เราอาจไม่มีทางเลือกมากนัก จะเปลี่ยนอาจารย์ก็ไม่ได้ เป็นแผนกที่มีแพทย์น้อยอยู่แล้ว จะเพิ่มบุคลากรก็ไม่ได้ จะปิดหลักสูตรก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายจึงกลายเป็นทั้งผู้สอนและผู้เรียนที่ต้อง "อดทน" ไปพร้อมกัน
ที่เล่ามานี้ ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เห็นด้วยกับการเปิดคณะแพทย์ใหม่ ตรงกันข้าม ฉันคิดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ แต่อยากชวนคิดว่า ... เราพร้อมจะสร้างระบบที่ทำให้คนที่เข้ามาเรียน เติบโตเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ มีความสุข และอยากอยู่ดูแลประชาชนไปอีกนานๆ แล้วหรือยัง? เพราะคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง ถ้าเปิดแล้ว อาจไม่มีวันปิดได้ง่ายๆ ดังนั้น ก่อนจะสร้างอาคาร เราอาจต้องสร้างระบบ ก่อนจะรับนักศึกษา เราอาจต้องเตรียมครู และก่อนจะผลิตแพทย์เพิ่ม เราอาจต้องแน่ใจก่อนว่า เรากำลังสร้าง "ระบบสุขภาพที่น่าอยู่พอสำหรับให้เขาอยากอยู่ต่อ" ถ้าเราได้คิดไปถึงระดับนั้นแล้วจริงๆ ก็คงทำให้สบายใจขึ้นมากแล้วค่ะ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี