542.jpg
ถึงเวลารีเซ็ตภูเก็ต ถอดรหัสโมเดล 3 ประสาน-ทางออกสู่อนาคต

ถึงเวลารีเซ็ตภูเก็ต ถอดรหัสโมเดล 3 ประสาน-ทางออกสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.54 น.

7 กรกฎาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลา "รีเซ็ตภูเก็ต" : ถอดรหัสโมเดล 3 ประสาน และทางออกสู่อนาคตภูเก็ต... เกาะสวรรค์ระดับโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะ "รวยกระจุก จนกระจาย" และหนึ่งในบาดแผลใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมคือ "ขบวนการฮุบที่ดินและธุรกิจนอมินีข้ามชาติ"

ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมมองว่าสิ่งที่เราเห็นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของ "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง" ที่ปล่อยให้กลุ่มอิทธิพลขับเคลื่อนผ่านโมเดลเด่นชัดที่เรียกว่า "3 ประสาน"


เจาะลึกโมเดล "3 ประสาน" และเทคนิคการฟอกขาวที่ดินจากหลักฐานและรูปแบบพฤติกรรมในพื้นที่ ขบวนการนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากขาดฟันเฟืองทั้ง 3 ส่วนนี้:

อำนาจรัฐ (ข้าราชการกังฉิน): ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเปิดทางและออกเอกสารสิทธิ์อำนาจทุน

(ทุนสีเทา & นอมินี): กลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทบังหน้าโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีผ่านสำนักงานกฎหมายและบัญชี อำนาจท้องถิ่น

(มาเฟียเจ้าถิ่น): คอยคุมพื้นที่ คุมคิวรถ ค้าสิ่งผิดกฎหมาย และเก็บค่าหัวคิว

โดยมีเทคนิคหลักในการเปลี่ยนมือที่ดินรัฐมาเป็นของส่วนตัว 3 รูปแบบที่น่ากลัวที่สุด:

- ส.ค. 1 บิน (สวมสิทธิ์ข้ามขุนเขา): ส.ค. 1 คือใบแจ้งการครอบครองที่ดินในอดีตซึ่งไม่มีพิกัดดิจิทัลชัดเจน ขบวนการนี้จะเสาะหาเอกสาร ส.ค. 1 จากพื้นที่เกษตรกรรมไร้มูลค่าในอดีต แล้วทำนิติกรรม "บิน" มาสวมสิทธิ์ออก น.ส. 3 ก. หรือโฉนด บนที่ดินป่าสงวน ริมชายหาด หรือเกาะซีวิวทำเลทอง ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยมีการทำประโยชน์โดยชาวบ้านมาก่อน เช่น กรณีพิพาทใหญ่ที่หาดนาคาเลและอุทยานแห่งชาติสิรินาถ

- ส.ค. 1 บวม (มายากลพื้นที่งอก): การอาศัยเอกสาร ส.ค. 1 ของจริงในพื้นที่ แต่ชี้แนวเขตทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อทำการ "ขยายขอบเขตพื้นที่" ให้บวมออกไปรุกคืบป่าสงวนหรือชายหาดหลวง ข้อมูลล่าสุดของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2569 ชี้ชัดว่าพบคดีที่ระบุในเอกสารเดิมแค่ 5 ไร่ แต่เวลารังวัดจริงกลับขยายจุดงอกเงยออกไปเป็น 8 ไร่หรือหลายสิบไร่เพื่อโก่งราคาขาย

- บวบ (เล่นแร่แปรธาตุฟอกขาว): คำว่า "บวบ" คือศัพท์เฉพาะในวงการหมายถึง การกลืนกินแบบเบ็ดเสร็จแล้วฟอกให้ขาว โดยจะส่งนอมินีคนไทยหรือชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าหลวงชั่วคราว เดินเรื่องออก น.ส. 3 ก. หรือส.ป.ก. วิวหลักล้านโดยอาศัยการรับรองเท็จ จากนั้นนอมินีจะทำนิติกรรม "ขายต่อ" ให้กลุ่มทุนต่างชาติทันที เพื่อใช้ช่องโหว่กฎหมายแพ่งคุ้มครองในฐานะ "ผู้ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน" ทำให้รัฐเพิกถอนโฉนดยากมาก ถือเป็นการตัดตอนความผิดให้ทุนเบื้องหลังอย่างแนบเนียน

- ข้อมูลวิเคราะห์อัปเดตสื่อใหม่ (New Media Update 2026)หากอัปเดตข้อมูลข่าวสารล่าสุดในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 นี้ จะเห็นว่าปัญหานอมินีข้ามชาติไม่ได้หยุดแค่การซื้อที่ดิน แต่ลามไปถึงการ "กลืนกินระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเบ็ดเสร็จ":

ทลายเครือข่ายเฟอร์นิเจอร์นอมินี เฟส 3: ล่าสุดภาครัฐสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ยึดคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนอมินีกว่า 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,053 ล้านบาท พร้อมออกหมายจับทั้งคนไทยและต่างชาติระนาว (ทั้งสัญชาติรัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล)

ช่องโหว่จาก "สำนักงานบัญชีสีเทา": กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขยายผลตรวจพบว่า พฤติกรรมใหม่ที่อันตรายมากคือ ชาวต่างชาติใช้ "ผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานกฎหมาย" มาถือหุ้นแทนคนไทย โดยพบผู้ทำบัญชีเพียง 140 คน แต่มีชื่อเข้าไปถือหุ้นบังหน้าในบริษัทต่างชาติพุ่งสูงถึง 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวมกว่า 2,528 ล้านบาท! บางรายรับจ๊อบเป็นนอมินีถือหุ้นคนเดียวถึง 212 บริษัท

สร้างระบบนิเวศปิด (Vertical Integration): ทุนต่างชาติเหล่านี้เข้ามาตั้งบริษัทนอมินีเพื่อทำธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่สร้างพูลวิลล่าหรู ร้านอาหาร รถเช่า ยันบริษัททัวร์ เงินท่องเที่ยวจึงโอนตรงกลับประเทศต้นทาง เม็ดเงินไม่กระจายสู่คนในท้องถิ่น แถมการรุกคืบสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเชิงเขาผิดกฎหมาย ยังเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติดินสไลด์และน้ำท่วมซ้ำซากในภูเก็ตอีกด้วย

ยุทธศาสตร์ทางออก (Solutions): ถอนรากแก้วมาเฟียและนอมินีการจะ "รีเซ็ตภูเก็ต" ให้สำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่สามารถทำได้ด้วยการไล่จับเป็นรายกรณี แต่ต้องใช้ "ยุทธศาสตร์ 4 มิติ" เพื่อทำลายห่วงโซ่ผลประโยชน์นี้:

1. รีเซ็ตข้อมูลด้วยเทคโนโลยี (Data Transparency)ยกเลิกเอกสารกระดาษ: ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลที่ดินของกรมที่ดินและกรมป่าไม้ให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด ย้อนหลังตรวจสอบสิทธิ์ (Retroactive Audit) ว่าเอกสารงอกมาในสมัยใครอย่างโปร่งใส ใช้ AI ตรวจสอบพิกัด: นำภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังและระบบ AI มาตรวจสอบ หากพบพื้นที่ป่าสมบูรณ์แต่มีเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก. สวมทับ ให้ระบบบล็อกการโอนทันที

2. เอาผิดสำนักงานกฎหมายและบัญชี (Targeting the Enablers)บล็อกเส้นทางการเงิน: กระทรวงพาณิชย์และ ปปง. ต้องออกกฎเข้มตรวจสอบ "ที่มาของเงินทุน" ของคนไทยที่อ้างว่าถือหุ้น 51% ยึดใบอนุญาตสายวิชาชีพ: ลงโทษขั้นเด็ดขาดและเพิกถอนใบอนุญาตกับ "สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมาย" ที่รับจ้างจัดหาคนไทยไปเป็นนอมินีบังหน้า

3. กระจายอำนาจตรวจสอบ (Decentralized Oversight)ตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคี: มีตัวแทนจากภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ร่วมตรวจสอบการดุลพินิจของผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่ที่ดินในการอนุมัติโครงการใหญ่

4. สร้างแนวร่วมภาคพลเมือง (Citizen Empowerment)ระบบคุ้มครองพยานและ Whistleblower: มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและให้ส่วนแบ่งเงินรางวัลนำจับจากมูลค่าทรัพย์สินนอมินีที่ยึดคืนมาได้ เพื่อสร้างแนวร่วมภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส (สายด่วน 1205 หรือ 1599)

อย่าปล่อยให้แผ่นดินไทยกลายเป็นของต่างชาติ! การล้างบางมาเฟียและนอมินีข้ามชาติไม่ใช่แค่การรักษากฎหมาย แต่คือการทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติกลับคืนมาสู่ลูกหลานของเรา

ลำพังเสียงของผมคนเดียวไม่สามารถสั่นสะเทือนโครงสร้างที่คดโกงนี้ได้ แต่ "พลังจากทุกคน" ทำได้ครับ!ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งวงจรอุบาทว์นี้ ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญผลักดันกฎหมายและการตรวจสอบนอมินีที่เข้มงวดเด็ดขาด ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ

ร่วมลงชื่อหยุดนอมินีฮุบแผ่นดินไทย: https://www.change.org/stopnominee เสียงของคุณ คือ 1 แรงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของชาติร่วมกันครับ!

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
6 กรกฎาคม 2569
#ณัฏฐ์มงคลนาวิน #นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม #รีเซ็ตภูเก็ต #ปราบมาเฟียนอมินี #ยุทธศาสตร์สังคม #รู้ทันกลโกงที่ดิน #StopNominee

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top