542.jpg
แม่เล่าอุทาหรณ์ ลูกป.4 แจ้งครูปวดหัว ก่อนช็อกหัวใจหยุดเต้น สมองเสียหาย วอนทบทวนมาตรการความปลอดภัย

แม่เล่าอุทาหรณ์ ลูกป.4 แจ้งครูปวดหัว ก่อนช็อกหัวใจหยุดเต้น สมองเสียหาย วอนทบทวนมาตรการความปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

เป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปกครองและสถานศึกษา เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่ง ได้ออกมาระบายความเจ็บปวดผ่านเฟซบุ๊ก เล่านาทีชีวิตของลูกชายชั้น ป.4 โรงเรียนเอกชนย่านลำลูกกา หลังแจ้งครูว่าไม่สบายและถูกพาไปพักที่ห้องพยาบาล แต่เพียงไม่นานกลับพบลูกชาย นอนหมดสติ ตัวเขียว ช็อกหัวใจหยุดเต้นนานร่วม 10 นาที สมองเสียหายรุนแรง วอนโรงเรียนเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุและนำไปใช้ในการรักษา

คุณแม่ท่านนี้โพสต์ว่า "ลูกแค่บอกครูว่าไม่สบาย"... ไม่มีพ่อแม่คนไหนคิดว่า นั่นจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ยังได้คุยกับลูก


วันนี้ฉันขอใช้พื้นที่เล็กๆ นี้ เล่าเรื่องของลูกชาย เพื่อหวังว่าจะไม่มีครอบครัวไหนต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นเดียวกับเรา

เช้าวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 08.00 น. ระหว่างเข้าแถว ลูกชายของฉัน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แจ้งครูว่ามีอาการปวดคอ ปวดท้องและปวดหัว โรงเรียนได้โทรแจ้งให้ฉันมารับลูกกลับบ้าน ฉันรีบออกจากบ้านและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเดินทางไปถึงโรงเรียน

เมื่อฉันเปิดประตูห้องพยาบาลเข้าไป ภาพที่เห็นคือ ลูกชายของฉันนอนหมดสติ ตัวเขียว และไม่ตอบสนองอีกแล้ว ลูกถูกรีบนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ก่อนถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราช

แพทย์แจ้งว่า ลูกมีภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน หัวใจหยุดเป็นเวลาร่วม 10 นาที ส่งผลให้สมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และวันนี้ลูกยังคงนอนอยู่ในห้อง ICU โดยแพทย์ได้แจ้งให้ครอบครัวเตรียมใจ

จนถึงวันนี้ ฉันยังคงตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า...ระหว่างที่ฉันกำลังรีบเดินทางไปหาลูก เกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้าง?

ทีมแพทย์ได้ขอภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงเรียน เพื่อนำไปประกอบการประเมินว่า ก่อนที่ลูกจะหมดสติ มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนทางการแพทย์ใดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญต่อการรักษาและการค้นหาสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความร่วมมือในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว ทำให้เรายังคงมีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ฉันไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อกล่าวโทษใคร

แต่ฉันอยากขอให้เหตุการณ์ของลูก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยกลับมาทบทวนมาตรฐานการดูแลเด็กเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เด็กที่ป่วยและถูกส่งเข้าห้องพยาบาล ควรได้รับการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเพียงไม่กี่นาที อาการอาจเปลี่ยนจาก "ไม่สบาย" กลายเป็น "วิกฤต" ทุกโรงเรียนควรมีระบบรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน บุคลากรที่พร้อมช่วยเหลือ และความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาและการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปช่วยลูกได้ แต่ฉันหวังว่า เรื่องของลูก จะช่วยปกป้องลูกของคนอื่น

หากเรื่องนี้ไปถึงผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง สื่อมวลชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฉันขอเพียงอย่างเดียว...ช่วยกันผลักดันให้โรงเรียนทุกแห่งมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น เพื่อไม่ให้ครอบครัวใดต้องเผชิญความสูญเสียแบบที่ครอบครัวของฉันกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ " 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top