วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กมธ.การกฎหมายฯ ดึง 4 อดีตผู้ต้องขังชื่อดัง ‘เสก โลโซ , แอล โอรส , เอิร์น วัดใหญ่ , หรั่ง พระนคร’ เปิดหน้าสะท้อนความจริงหลังลูกกรง จ่ายยาพาราครอบจักรวาล-หลักสูตรอาชีพล้าสมัย จี้รัฐดันแผนปฏิรูปเรือนจำ 4 มิติ ชูเป้าหมาย 'เปลี่ยนที่ขังคน เป็นที่สร้างคน' คืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคม ร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ แถลงผลการประชุมขับเคลื่อนการปฏิรูปกรมราชทัณฑ์อย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมครั้งนี้ได้เชิญตัวแทนอดีตผู้ต้องขังชื่อดังเข้าร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) , นายศรายุทธ ศรีกำเนิด (แอล โอรส) , นายนพนันท์ ทองเหลือ (เอิร์น วัดใหญ่) , นายอัครินทร์ ปูรี (หรั่ง พระนคร)
โดยทั้งหมดได้สะท้อนภาพความจริงในเรือนจำไปในทิศทางเดียวกันว่า "ระบบการรักษาพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ระบบจะจ่ายเพียงแค่ยาพาราเซตามอลเป็นหลัก" ขณะเดียวกัน การฝึกอาชีพภายในเรือนจำยังคงล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานภายนอก ทำให้ผู้พ้นโทษไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงจนเกิดปัญหากลับมากระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ อดีตผู้ต้องขังหญิงยังได้สะท้อนถึงปัญหาขาดแคลนผ้าอนามัยในช่วงมีประจำเดือนอีกด้วย

นางรัดเกล้า ระบุว่า อนุกมธ.ฯ ได้กำหนดกรอบและหมุดหมายการดำเนินงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานและความยุติธรรม เพิ่มการเข้าถึงทนายความและความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เป็นส่วนตัว ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักสากล ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัย แก้ไขเรื่องที่นอน ความสะอาด และส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่สังคม ปฏิรูประบบสาธารณสุขและสุขภาพจิต พัฒนาการรักษาพยาบาลให้มีคุณภาพ เท่าเทียมกับบุคคลภายนอก และดูแลสภาวะจิตใจอย่างทั่วถึง จับมือภาคเอกชนสร้างอาชีพที่ใช้ได้จริง ปรับหลักสูตรการฝึกอาชีพให้ตรงกับตลาดแรงงานปัจจุบัน เพื่อลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ
จากการรับฟังข้อมูลพบว่า อัตราส่วนแพทย์และเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องขังยังต่ำกว่ามาตรฐานสากล สภาพเรือนจำมีความแออัด ตลอดจนทัศนคติเชิงลบของสังคมและกฎหมายการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่ยังคงเป็นกำแพงปิดกั้นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังหมุนเวียนอยู่ในระบบราชทัณฑ์มากกว่า 300,000 คน และมีผู้พ้นโทษออกมาสู่สังคมปีละกว่า 200,000 คน หากเราสามารถฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพของคนกลุ่มนี้ได้ เรือนจำจะกลายเป็น "มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด" ที่ช่วยสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพกลับคืนสู่ประเทศ
"เราต้องทำให้คน 3 แสนคนที่อยู่ในราชทัณฑ์ สามารถกลับมาอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ทำอย่างไรให้ป่วยแล้วได้รับการรักษา ทำอย่างไรให้เขาได้เริ่มต้นใหม่ เวทีนี้จึงเป็นโอกาสและความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในการให้โอกาสคนก้าวพลาด" พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย


โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี