543.jpg
อีก 24 ปี กรุงเทพฯ จมน้ำจริงไหม? เปิดความจริงอีกมุมที่หลายคนอาจยังไม่รู้

อีก 24 ปี กรุงเทพฯ จมน้ำจริงไหม? เปิดความจริงอีกมุมที่หลายคนอาจยังไม่รู้

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

หากมีคนตั้งคำถามว่า "ในอีก 24 ปีข้างหน้า หรือปี ค.ศ. 2050 กรุงเทพมหานครจะจมน้ำจริงหรือไม่?" คำตอบที่ได้รับคงแตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอาจเชื่อว่า "จริง" เพราะเห็นภาพพื้นที่ชายฝั่งถูกน้ำทะเลกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกฝั่งอาจมองว่า "ไม่จริง" และเป็นเพียงการสร้างความตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบค้นลึกลงไปถึงต้นตอของข่าว งานวิจัย ตลอดจนข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะพบว่าคำตอบของเรื่องนี้มีความซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งนี้ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาโต้แย้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าโลกกำลังร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น และกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่เปราะบางที่สุดในโลกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้


 

1. ที่มาของหมุดหมาย "ปี 2050"

ตัวเลข "ปี 2050" (พ.ศ. 2593) หรือในอีก 24 ปีข้างหน้านั้น ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่องค์กรระดับโลกด้านภูมิอากาศ เช่น คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ใช้เป็น "หมุดหมายสำคัญ" ในการประเมินผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงนำตัวเลขดังกล่าวมาขยายความจนเกิดเป็นวาทกรรม "กรุงเทพฯ จะจมน้ำ" ซึ่งข่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการเดาสุ่ม แต่มีฐานข้อมูลจากการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้เมืองชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในอนาคต

 

2. วิกฤตซ้อนวิกฤต: 2 ปัญหาใหญ่ที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญ

เมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ หลายคนมักกังวลแค่เรื่อง "น้ำทะเลหนุนสูง" แต่ในความเป็นจริง เมืองหลวงของเรากำลังเผชิญกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่:

  • ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน: อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่งานวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกัน สำหรับระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย ข้อมูลชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่งานศึกษาแต่ละชิ้นก็ใช้ช่วงเวลาและวิธีการวิเคราะห์ที่ต่างกัน การนำตัวเลขมาเปรียบเทียบจึงต้องทำอย่างระมัดระวังและเข้าใจข้อจำกัด
  • ปัญหาแผ่นดินทรุดตัว: ในอดีตกรุงเทพฯ ทรุดตัวอย่างรวดเร็วจากการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการควบคุมจนอัตราการทรุดตัวลดลงมากแล้ว แต่เมื่อรวมกับปัจจัยแรก กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นพื้นที่ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตามอง ถึงกระนั้น การมี "ความเสี่ยงสูง" ก็ไม่ได้แปลว่า "กรุงเทพฯ จะต้องจมน้ำทั้งเมืองในปี 2050" เสมอไป

 

3. ความน่ากังวลที่แท้จริง: "การขาดจิ๊กซอว์ภาพรวมระดับชาติ"

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การฟันธงว่าเมืองจะจมหรือไม่จม แต่คือการที่ประเทศไทย "ยังไม่มีการศึกษาระดับชาติที่เป็นเอกภาพและรอบคอบ" แม้เราจะมีงานวิจัยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน (เช่น ศึกษาเรื่องน้ำทะเล แผ่นดินทรุด หรือน้ำบาดาลแยกจากกัน) ในขณะที่ประเทศชาติต้องการการบูรณาการข้อมูลจากทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงในภาพรวมได้อย่างแม่นยำ

 

4. เราควรกังวลหรือไม่ และควรรับมืออย่างไร?

คำตอบคือ "ควรกังวล แต่ต้องกังวลอย่างมีข้อมูล" เราไม่ควรตื่นตระหนกไปตามข่าวลือ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เพิกเฉยต่อคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์

สิ่งสำคัญคือการเข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้องและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ หากมองดูเมืองชายฝั่งระดับโลกอย่าง เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ ลอนดอน หรือเวนิส จะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รอให้เมืองจมน้ำก่อนแล้วค่อยหาวิธีแก้ แต่พวกเขาเริ่มต้นศึกษาและวางแผนล่วงหน้านับสิบปี

 

5. ข้อเสนอแนะเชิงรุกต่อรัฐบาล

หากความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบมีนัยสำคัญ รัฐบาลต้องไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ควรเร่งจัดทำ "การศึกษาระดับชาติแบบบูรณาการ" โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากทุกสาขา ทั้งสมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา วิศวกรรม อุทกวิทยา เศรษฐศาสตร์ และการวางผังเมือง มาร่วมกันหาคำตอบใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

  1. ประเมินระดับความเสี่ยง: กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดในอีก 20-50 ปีข้างหน้า?
  2. ทางเลือกในการป้องกัน: หากมีความเสี่ยงสูง เรามีมาตรการลดผลกระทบอะไรบ้าง? แต่ละแนวทางมีข้อดี ข้อจำกัด และมีความคุ้มค่าอย่างไร?
  3. กรอบเวลาในการดำเนินงาน: ควรเริ่มลงมือตั้งแต่เมื่อใด? เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงเกินเยียวยา

บทสรุป

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อยืนยันว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำ หรือเพื่อปฏิเสธว่าข่าวลือทั้งหมดไม่เป็นความจริง แต่ประเด็นนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะตัดสินจากข่าวที่แชร์ต่อกันมาเพียงผิวเผิน

สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ความตื่นตระหนกหรือการด่วนสรุป แต่คือ "การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วน" เพราะหากความเสี่ยงมีอยู่จริง การเริ่มศึกษาและเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ถึงวันที่เราไม่มีเวลาพอที่จะปกป้องเมืองหลวงของเราอีกต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top