วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
หากมีคนตั้งคำถามว่า "ในอีก 24 ปีข้างหน้า หรือปี ค.ศ. 2050 กรุงเทพมหานครจะจมน้ำจริงหรือไม่?" คำตอบที่ได้รับคงแตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอาจเชื่อว่า "จริง" เพราะเห็นภาพพื้นที่ชายฝั่งถูกน้ำทะเลกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกฝั่งอาจมองว่า "ไม่จริง" และเป็นเพียงการสร้างความตื่นตระหนก
อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบค้นลึกลงไปถึงต้นตอของข่าว งานวิจัย ตลอดจนข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะพบว่าคำตอบของเรื่องนี้มีความซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งนี้ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาโต้แย้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าโลกกำลังร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น และกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่เปราะบางที่สุดในโลกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
1. ที่มาของหมุดหมาย "ปี 2050"
ตัวเลข "ปี 2050" (พ.ศ. 2593) หรือในอีก 24 ปีข้างหน้านั้น ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่องค์กรระดับโลกด้านภูมิอากาศ เช่น คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ใช้เป็น "หมุดหมายสำคัญ" ในการประเมินผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงนำตัวเลขดังกล่าวมาขยายความจนเกิดเป็นวาทกรรม "กรุงเทพฯ จะจมน้ำ" ซึ่งข่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการเดาสุ่ม แต่มีฐานข้อมูลจากการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้เมืองชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในอนาคต
2. วิกฤตซ้อนวิกฤต: 2 ปัญหาใหญ่ที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญ
เมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ หลายคนมักกังวลแค่เรื่อง "น้ำทะเลหนุนสูง" แต่ในความเป็นจริง เมืองหลวงของเรากำลังเผชิญกับ 2 ปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่:
3. ความน่ากังวลที่แท้จริง: "การขาดจิ๊กซอว์ภาพรวมระดับชาติ"
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การฟันธงว่าเมืองจะจมหรือไม่จม แต่คือการที่ประเทศไทย "ยังไม่มีการศึกษาระดับชาติที่เป็นเอกภาพและรอบคอบ" แม้เราจะมีงานวิจัยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน (เช่น ศึกษาเรื่องน้ำทะเล แผ่นดินทรุด หรือน้ำบาดาลแยกจากกัน) ในขณะที่ประเทศชาติต้องการการบูรณาการข้อมูลจากทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงในภาพรวมได้อย่างแม่นยำ
4. เราควรกังวลหรือไม่ และควรรับมืออย่างไร?
คำตอบคือ "ควรกังวล แต่ต้องกังวลอย่างมีข้อมูล" เราไม่ควรตื่นตระหนกไปตามข่าวลือ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เพิกเฉยต่อคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์
สิ่งสำคัญคือการเข้าใจความเสี่ยงอย่างถูกต้องและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ หากมองดูเมืองชายฝั่งระดับโลกอย่าง เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ ลอนดอน หรือเวนิส จะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รอให้เมืองจมน้ำก่อนแล้วค่อยหาวิธีแก้ แต่พวกเขาเริ่มต้นศึกษาและวางแผนล่วงหน้านับสิบปี
5. ข้อเสนอแนะเชิงรุกต่อรัฐบาล
หากความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบมีนัยสำคัญ รัฐบาลต้องไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ควรเร่งจัดทำ "การศึกษาระดับชาติแบบบูรณาการ" โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากทุกสาขา ทั้งสมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา วิศวกรรม อุทกวิทยา เศรษฐศาสตร์ และการวางผังเมือง มาร่วมกันหาคำตอบใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:
บทสรุป
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อยืนยันว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำ หรือเพื่อปฏิเสธว่าข่าวลือทั้งหมดไม่เป็นความจริง แต่ประเด็นนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะตัดสินจากข่าวที่แชร์ต่อกันมาเพียงผิวเผิน
สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ความตื่นตระหนกหรือการด่วนสรุป แต่คือ "การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วน" เพราะหากความเสี่ยงมีอยู่จริง การเริ่มศึกษาและเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ถึงวันที่เราไม่มีเวลาพอที่จะปกป้องเมืองหลวงของเราอีกต่อไป
ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจาก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี