วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569
กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล เมื่ออดีตนักแสดงหนุ่มชื่อดังอย่าง แต๊งค์ พงศกร มหาเปารยะ ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบายความในใจผ่านช่องทางออนไลน์ หลังจากมีโอกาสได้เข้าใช้บริการโรงพยาบาลรัฐเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื่องจากเหตุสุดวิสัยขณะเดินทางไปทำธุระที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ทำเอาเจ้าตัวถึงกับออกปากว่าไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ด้วยตัวเอง
โดยเจ้าตัวเผยว่าระหว่างรอคิวตรวจนานนับชั่วโมงได้เอ่ยปากบอกพยาบาลว่าหิวน้ำ แต่กลับถูกพยาบาลชักสีหน้าใส่และย้อนถามว่า จะให้ทำไง พร้อมตั้งคำถามถึงทัศนคติของบุคลากรที่ไม่ใส่ใจผู้ป่วยและยังได้รับแจ้งจากหมอว่ารักษาอาการไม่ได้ให้ไปรักษาที่อื่นต่อ ทำเอาหนุ่มแต๊งค์ถึงกับทนไม่ไหวต้องเข้าไปรีวิวตำหนิการทำงานผ่านเพจของโรงพยาบาลดังกล่าว ท่ามกลางกระแสสังคมที่แตกออกเป็นสองฝ่าย ทั้งกลุ่มที่เข้าใจความลำบากของคนไข้และกลุ่มที่มองว่าคนไข้ควรช่วยเหลือตัวเองเรื่องน้ำดื่มในบริบทของโรงพยาบาลรัฐที่มีผู้ป่วยล้นมือ

ล่าสุดวันนี้ 1 สิงหาคม 2569 นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัลแถวหน้าของไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า ด้วยข้อความทั้งหมดว่า"วันนีมีดราม่าเรื่องคนที่เข้าโรงพยาบาลรัฐเป็นครั้งแรก หลังจากใช้โรงพยาบาลเอกชนมาตลอด แล้วไม่พอใจที่พยาบาลไม่รีบมาดูแลตอน “หิวน้ำ” เพราะเคยชินกับการมีเจ้าหน้าที่คอยเสิร์ฟน้ำ คอยถามไถ่ และตอบสนองแทบทุกความต้องการ
ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ปัญหาอาจไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็น “ความคาดหวัง” ของคนมากกว่า ทุกวันนี้ผมเองก็ใช้บริการทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนสลับกันไป แล้วแต่เรื่องและความเหมาะสม แต่ทุกครั้งที่เดินเข้าโรงพยาบาลรัฐ ผมไม่เคยเอามาตรฐานการบริการของโรงพยาบาลเอกชนไปตัดสินเลย เพราะรู้ดีว่าราคาที่เราจ่าย มันคนละโลก โรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาที่แพงขึ้น ไม่ได้ซื้อแค่หมอหรือยา แต่ซื้อเวลา ซื้อความสะดวก ซื้อพนักงานที่มีจำนวนมากพอจะดูแลรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่น้ำดื่มไปจนถึงการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ในขณะที่โรงพยาบาลรัฐ งบประมาณ บุคลากร และจำนวนคนไข้ ล้วนมีข้อจำกัด พยาบาลหนึ่งคนอาจต้องดูแลผู้ป่วยหลายสิบคนในเวลาเดียวกัน หน้าที่แรกของเขาคือดูแลคนที่อาการวิกฤต ไม่ใช่วิ่งมาเสิร์ฟน้ำทันทีเมื่อมีคนเรียก
.jpg)
ถ้าเรายังเดินเข้าโรงพยาบาลรัฐด้วยความคาดหวังแบบเดียวกับโรงพยาบาลเอกชน สุดท้ายเราจะผิดหวังทุกครั้ง และที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ เราอาจเผลอไปตำหนิคนที่กำลังทำงานหนักที่สุดในระบบ ทุกวันนี้คนจำนวนมากเรียกร้อง “ความเท่าเทียม” แต่กลับลืมว่าความเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้รับบริการเหมือนกันทุกระดับราคา เวลาขึ้นเครื่องบิน เราไม่เคยโวยวายว่า ทำไมสายการบินต้นทุนต่ำไม่มีเลานจ์ ไม่มีอาหารเหมือนชั้นธุรกิจ เพราะเรารู้ว่าเราจ่ายไม่เท่ากัน เวลาเข้าพักโรงแรม เราก็ไม่เคยโกรธโรงแรมสามดาวที่ไม่มี Butler เหมือนโรงแรมห้าดาว เพราะเรารู้ว่าเราเลือกบริการคนละระดับ แต่พอเป็นโรงพยาบาล หลายคนกลับลืมหลักง่าย ๆ ข้อนี้ สิ่งที่โรงพยาบาลรัฐควรถูกคาดหวังมากที่สุด คือมาตรฐานการรักษา ความปลอดภัย และความทุ่มเทของบุคลากร ไม่ใช่การบริการแบบโรงแรมห้าดาวแน่นอน ถ้ามีเจ้าหน้าที่พูดจาไม่สุภาพ หรือปฏิเสธการดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีเหตุผล ก็ควรถูกวิจารณ์ แต่ถ้าพยาบาลกำลังช่วยคนไข้ที่อาการหนักกว่า แล้วเรากลับไม่พอใจเพราะไม่มีคนมาเสิร์ฟน้ำ นั่นอาจสะท้อนว่า สิ่งที่ต้องได้รับการรักษา ไม่ใช่ระบบสาธารณสุข แต่อาจเป็น “ความคาดหวัง” ของเราเอง
สังคมที่น่าอยู่ ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนเรียกร้องให้โลกปฏิบัติต่อเราตามความเคยชิน แต่คือสังคมที่รู้จักปรับความคาดหวังให้เหมาะกับบริบท และเห็นใจคนที่กำลังแบกรับภาระอยู่ตรงหน้า บางครั้ง การเป็นผู้ใช้บริการที่ดี ก็สำคัญไม่แพ้การมีผู้ให้บริการที่ดีนะครับ"
หลังจากที่โพสต์ของ นาย ปฐม อินทโรดม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"It's true fact"
"เปรียบเทียบได้ดีมากค่ะ"
"วันหนึ่งถ้าคุณปอดฉีดขาด ได้ใส่ขวดICD3ขวด วันนั้นละ เอกชนจะส่งต่อภาครัฐทั้งที ฉันคือบุคคลกรทางแพทย์เห็นมากมายแล้วคะ พวกเรามีคนไข้มากมายจะมาให้เรายิ้มไม่ได้ทุกเวลาคะ เราต้องดูแลคนไข้ทั้งหนักจนถึงเบา เอาง่ายๆคะตั้งแต่เคสเขียวถึงเคสแดงเข้ม ให้เรายิ้มหรอกคะ สิ่งเดียวคือตั้งใจดูแลคนไข้ให้ได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวคะ บุคคลกร เขาหวังชีวิตคนไข้ให้รอดคะ"
"รพ เอกชนมองว่าว่าคนไข้คือลูกค้าที่นำรายได้มาให้โรงพยาบาล รพ รัฐมองว่าคนไข้คือผู้มาขอรับบริการ รพ เอกชน เป็นธุรกิจ จำเป็นต้องมีรายได้ เพื่อความอยู่รอดและเติบโตของธุรกิจ เจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบ รพ ของรัฐ ไม่ได้ทำธุรกิจ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบโดยตรง"
"ความที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยมานานมากแล้ว เลยไม่แน่ใจว่าสมัยนี้เป็นยังไง แต่เท่าที่จำได้ สมัยอยู่เมืองไทย ถ้าบอกว่าโรงพยาบาลรัฐ ความรู้สึกคือหมอเก่งแบบไม่ต้องใช้ดวงเลยค่ะ คือถ้าอึดพอจะนั่งรอคิวได้นะคะ 555 คือหมอคนไหนก็ได้ เก่งหมดค่ะ ยิ่งสมัยเรียนมัธยมคือศิริราชใกล้โรงเรียนที่สุด ไปคลินิกพิเศษนอกเวลาตอนเย็น คือหมอเก่งมาก ๆ จำได้ว่าพี่ชาย (พี่หน่วย) ก็แทบจะหายโรคหอบเพราะคลินิกพิเศษนอกเวลาที่ศิริราชนี่แหละค่ะ ซึ่งเอาจริง นีดย้ายมาอยู่เกาหลี เกาหลีเองก็ไม่ต่างกันนะคะ หมอโรงพยาบาลใหญ่ (พวกโรงพยาบาลคณะแพทย์) จะเป็นหมอที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดค่ะ เพราะงั้นปกติหมอตามคลินิกจะชอบแปะที่ฝาผนังกันว่าเคยทำงานที่โรงพยาบาลไหนมา เคยเป็นหัวหน้าแผนกที่โรงพยาบาลไหนมา และจะเขียนตัวโตมากถ้าเป็นโรงพยาบาลคณะแพทย์ 555"
"พักหลังมานี่ เห็นใจเจ้าหน้าที่ รพ มากๆค่ะ ไปทำงานเหมือนไปออกรบ พลีชีพสุดๆ คนไข้+ญาตินี่พร้อมบวกพร้อมฟ้อง"
"คล้ายๆการเดินทาง หากต้องการปลอดภัยรวดเร็ว สะดวกสะบาย อยู่ที่เราเลือกเอง เลือกบิน first. Business Economic class ถึงที่หมายปลอดภัย ประหยัด ให้เลือก รถเมย์ขสมก. รฟท. รถประจำทาง หากเป็นไปได้ความเห็นส่วนตัว เวลาเดินทางไปประชุมต่างจังหวัด อยากนั่งเครื่องไปทุกรอบ เพราะรวดเร็วสะดวก แต่สิทธิเบิกค่าเดินทางคืน รัฐให้เบิกได้แค่รถโดยสารประจำทาง ทุกครั้งเวลาเดินทางไปราชการต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้นเอง #จริงๆอยากบิน first class. ฟรี #ถ้าประเทศเรารวยคงดี ทุกคนคงได้บิน first class"
"ผมก็ใช้ทั้งบริการโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ก็ต้องยอมรับในขีดจำกัดของโรงพยาบาลของรัฐที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เจียมเนื้อเจียมตัว บุคลากรโรงพยาบาลของรัฐเขาก็พยายามที่จะให้โอกาสเท่าเทียมในการบริการ แต่ก็เจอบ้างบางโรงพยาบาลของรัฐที่ใช้ระบบเส้นสายจนน่าเกลียด"
"ซื้อมอไซค์ 110cc แต่ อยากได้ความรู้สึกเหมือนขี่บิ๊กไบค์"
"ตรวจเอกชน บริการประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส สั่งที่ต้องการได้ทุกอย่าง แต่ key DF 1000 นะ ขอบคุณค่ะ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี