2 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก PR กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยภารกิจกู้ชีพที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี และทีมสัตวแพทย์ ผนึกกำลังฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเข้าช่วยเหลือ ลูกช้างป่า วัยเพียง 1 สัปดาห์ ที่พลัดหลงจากโขลงอยู่ตามลำพังนานถึง 2 วัน
ล่าสุดทีมแพทย์เผยอาการยังน่าเป็นห่วง เตรียมเฝ้าระวังโรคติดต่อและดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ระบุว่า
ภารกิจหัวใจแกร่ง! ฝ่ากระแสน้ำช่วย "หนูน้อย" ลูกช้างป่าพลัดหลงแม่กลางป่าไทรโยค
เมื่อชีวิตน้อยๆ ต้องเผชิญกับโลกกว้างเพียงลำพัง... นี่คือเรื่องราวภารกิจสุดหินและเต็มไปด้วยความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี และทีมสัตวแพทย์จาก สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ที่ร่วมกันฝ่าวิกฤตเพื่อต่อลมหายใจให้กับลูกช้างป่าตัวน้อย
จุดเริ่มต้นภารกิจ เมื่อเช้าตรู่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าพลัดหลง บริเวณชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย พื้นที่นี้เข้าถึงยากมาก ต้องนั่งเรือฝ่ากระแสน้ำไปกว่า 1-2 ชั่วโมง
เมื่อไปถึง ภาพที่เห็นคือความน่าสงสารจับใจ... ลูกช้างตัวน้อยยืนอิดโรยอยู่บนพื้นที่ลาดชันแคบๆ เพียง 1.5 เมตร ห่างจากตลิ่งแค่คืบเดียว คาดว่าน้องน่าจะถูกกระแสน้ำพัดมาช่วงฝนตกหนักจนพลัดหลงกับโขลงมาแล้วราวๆ 2 วัน น้องหิวโซจนต้องดูดรากไม้และก้อนหินประทังชีวิต ตลอดทั้งคืนน้องส่งเสียงร้องเรียกหาแม่... แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากโขลงเลย เจ้าหน้าที่จึงต้องกางเต็นท์นอนเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและป้อนนมเพื่อรักษาชีวิตไว้
พายุฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น เสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลาก ทีมสัตวแพทย์สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) จึงตัดสินใจว่า "ต้องรีบย้ายน้องด่วนที่สุด!" ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้
อัปเดตสุขภาพล่าสุด ความจริงที่น่าเอ็นดู "หนูเป็นผู้หญิงค่ะ!" หลังจากเคลื่อนย้ายลูกช้างมาพักรักษาตัวที่คอกกักกันโรคชั่วคราว ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ทีมสัตวแพทย์และควาญช้างได้ทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกครั้งในวันที่ 1 ส.ค. 2569 และพบข้อมูลใหม่ที่ทำให้ทุกคนต้องยิ้มออกผสมกับความห่วงใย
สรุปแล้วน้องเป็น "ลูกช้างป่าเพศเมีย" อายุเพียงประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น น้ำหนัก 62.8 กิโลกรัม ส่วนสูง 64 ซม. และลำตัวยาว 64 ซม. (คุณหมอบอกว่าน้องตัวเล็กกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรจะหนัก 70-80 กิโลกรัมขึ้นไป)
อาการที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ยังมีอาการถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม พบแผลในช่องปาก ใต้งวง และที่น่าเป็นห่วงคือสะดืออักเสบจนมีแมลงวันไปไข่ทิ้งไว้
ตอนนี้ทีมสัตวแพทย์สัตว์ป่าได้ทำการล้างแผล ให้ยารักษา และดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับเก็บตัวอย่างเลือดและน้ำลายเพื่อส่งตรวจหาเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้าง (EEHV) ต่อไป
แม้หนทางข้างหน้าจะยังต้องลุ้นกันอีกยาวไกล แต่ด้วยสองมือของทีมเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ที่ดูแลกันแบบไม่คลาดสายตา เราเชื่อว่าน้องช้างน้อยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
มาร่วมส่งกำลังใจ ให้กับหนูน้อยช้างป่าและทีมปฏิบัติภารกิจจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) และอุทยานแห่งชาติไทรโยค ให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี