วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
9 ก.ย.57 หลังการปรากฎตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยชุดผ้าไหมไทยสีฟ้า ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดแรกที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล สร้างความแปลกตา ให้กับผู้พบเห็น
เมื่อชายชาติทหาร กับบทบาทผู้นำสูงสุดทางการเมืองไทย ได้สวมเสื้อผ้าไหมสีฟ้ารูปแบบไทยตามแนวพระราชนิยม
วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ขอโอกาสย้อนประวัติ การแต่งกายแบบไทยตามแนวพระราชนิยม มาให้ทราบกันพอสังเขป
การแต่งกายแบบไทยตามแนวพระราชนิยม เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2500 – 2525 เป็นวิวัฒนาการการแต่งกายแบบไทย ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริว่า ไทยเรายังไม่มีชุดแต่งกายปะจำชาติที่เป็นแบบแผนเหมือนชาติอื่นๆ และการเสด็จประพาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสยุโรป และ สหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ก็เป็นราชการสำคัญ จึงโปรดฯ ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ได้หารือกับผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ ค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของไทยสมัยต่างๆ และโปรดให้คุณอุไร ลืออำรุง ช่างตัดฉลองพระองค์เลือกแบบต่างๆ มาดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสม จัดเป็นชุดไทยพระราชนิยมหลายชุด และกำหนดให้เลือกใช้ในวาระต่างๆ กัน
การแต่งกายของสตรีไทยได้นิยมตามแบบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ แสดงแบบเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2507 ณ เวทีสวนอัมพร ในโอกาสครบรอบร้อยปีของกาชาดสากล และนิยมเรียกกันว่า ชุดไทยตามพระราชนิยม ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 แบบ ประกอบด้วย 1.แบบไทยเรือนต้น 2.แบบไทยจิตรลดา 3.แบบไทยอมรินทร์ 4.แบบไทยบรมพิมาน 5.แบบไทยจักรี 6.แบบไทยดุสิต 7.แบบไทยจักรพรรดิ 8.แบบไทยศิวาลัย

ส่วนการแต่งกายของชายนั้น ได้กำหนดแบบเสื้อคอตั้ง มีทั้งแขนสั้น แขนยาว และแบบแขนยาวมีผ้าคาดเอว เรียกว่า "เสื้อชุดไทย" หรือ "เสื้อชุดไทยพระราชทาน" ซึ่งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ดำริให้มีการแต่งกายชุดประจำชาติสำหรับบุรุษ เพื่อให้การแต่งกายสอดคล้องกับสตรี จึงได้ขอพระราชทานเครื่องแต่งกายจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน และเรียกต่อมาว่า ชุดพระราชทาน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คนไทยได้มีเครื่องแต่งกายอันมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง โดย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2523 อนุมัติให้แบบเสื้อชุดไทยพระราชทาน ใช้แทนชุดสากลได้
เสื้อชุดไทยตามแบบที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวง ศึกษาธิการ กำหนดแบบไว้ มีดังต่อไปนี้
-แบบแขนสั้น
เป็นเสื้อคอตั้งสูง ประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร ตัวเสื้อเข้ารูปเล็กน้อย และผ่าอกตลอด มีสาบกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร มีขลิบรอบๆ คอและสาบอก ปลายแขนมีขลิบหรือพับแล้วขลิบที่รอยเย็บ ติดกระดุม ๕ เม็ด กระดุมมีลักษณะเป็นรูปกลมแบน ทำด้วยวัสดุหุ้มด้วยผ้าสีเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกับเสื้อ กระเป๋าบนมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีให้เป็นกระเป๋าเจาะข้างซ้าย 1 กระเป๋า กระเป๋าล่างเป็นกระเป๋า เจาะข้างละ 1 กระเป๋า อยู่สูงกว่าระดับกระดุมเม็ดสุดท้ายเล็กน้อย ขอบกระเป๋ามีขลิบ ชายเสื้อ อาจผ่ากันตึง เส้นรอยตัดต่อมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีให้เดินจักรพับตะเข็บ ใช้ในโอกาสธรรมดาทั่วไป หรือในการปฏิบัติงาน หรือในโอกาสพิธีการเวลากลางวัน และอาจใช้สีเข้มได้ในโอกาสพิธีการเวลากลางคืน
-แบบแขนยาว
เป็นเสื้อคอตั้งสูงตัด แบบเดียวกับแบบแขนสั้น จะต่างกันเฉพาะแขนเสื้อตัดแบบเสื้อสากล ปลายแขนเย็บทาบด้วยผ้า ชนิดและสีเดียวกันกับตัวเสื้อ กว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร โดยเริ่มจากตะเข็บด้านใน อ้อมด้านหน้า ไปสิ้นสุดเป็นปลายมนทับตะเข็บด้านหลัง นอกนั้นเหมือนแบบเสื้อแขนสั้นทุกอย่าง ใช้ในโอกาสพิธีการเวลากลางวัน และอาจใช้สีเข้มในโอกาสพิธีการเวลากลางคืนได้
-แบบแขนยาวคาดเอว
ตัวเสื้อ เหมือนแบบที่ 2 แต่มีผ้าคาดเอว ขนาดความกว้าง ความยาวตามความเหมาะสม สีกลมกลืนหรือตัดกับเสื้อ ผูกเงื่อนแน่นทางซ้ายมือของผู้สวมใส่ ใช้ในโอกาสพิธีการที่สำคัญมากๆ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี