วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
มะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงแก้วเขมร กลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยต่างนิยมชมชอบทั้งในรสชาติเปรี้ยวอมหวานแสนอร่อย และความสวยของเนื้อมะม่วงสีเหลืองทอง มะม่วงสายพันธุ์ต่างชาติไม่เพียงจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเท่านั้น ยังสร้างความมหัศจรรย์ให้กับเกษตรกรในจ.กาฬสินธุ์ อย่าง บริพัฒน์ ธัญอุดม วัย 67 ปี ผู้คร่ำหวอดในวงการสวนมะม่วงมานานกว่า 29 ปี ปรากฏการณ์ของมะม่วงแก้วขมิ้นทั้งด้านการค้าและในส่วนของการเพาะปลูกทำให้เกิดพลังและริเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ จนเป็นผลสำเร็จ
สำนัก กายาผาด เกษตรและสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ (กษ.) กล่าวว่า ในเวลานี้มะม่วงแก้วขมิ้น ครองอันดับ 1 ในสัดส่วนของตลาดผู้บริโภค โดยที่ผ่านมาจากศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจำหน่ายที่ตลาดในประเทศไทยมีอัตราเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี โดปี2557 ประมาณ 90,464 กก. ขณะที่ปี 2558 เฉพาะในเดือนมกราคม-เมษายน มีการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นแล้ว 90,835 กก. คิดเป็นเม็ดเงินแล้วประมาณ 4,343,020 บาท เฉลี่ย กก.ละ 20 บาท ส่วนการจำหน่ายตามท้องตลาดในประเทศไทยขั้นต่ำราคาอยู่ที่ กก.ละ 25-30 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามะม่วงแก้วขมิ้น ประชากรในเขตอาเซียนนิยมบริโภคมากเช่นกัน ทำให้มะม่วงสายพันธุ์นี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะ 4-5 ปีนี้ ล่าสุดก็มีเกษตรกรได้ทดลองปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นที่จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งคุณภาพของมะม่วงเป็นที่ยอมรับของตลาดและกลุ่มผู้บริโภค โดยจากนี้จะเดินหน้าส่งเสริมอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยลดต้นทุนการทำเกษตร แต่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
“มะม่วงแก้วขมิ้น จึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่น่าสนใจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร ด้วยคุณสมบัติพิเศษของสายพันธุ์จะช่วยลดต้นทุนในการเพาะปลูก การดูแลรักษา รวมถึงผลผลิตปลอดสารพิษ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการบังคับออกผลนอกฤดู เพราะมะม่วงสายพันธุ์นี้มีผลดกออกผลตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังได้ส่งตัวอย่างมะม่วงแก้วขมิ้นที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดและของเกษตรกรในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์มาวิเคราะห์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งด้านคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ โดยมอบหมายให้ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภครวมถึงแนวทางสนับสนุนและแปรรูปมะม่วงสายพันธุ์นี้ในอนาคตนี้” เกษตรและสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์กล่าว
ขณะที่ บริพัฒน์ ธัญอุดม อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เจ้าของไร่บริพัฒน์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทางไร่บริพัฒน์ได้ปลูกมะม่วงพันธุ์ไทยทั้งโชคอนันต์ ฟ้าลั่น เขียวเสวย และน้ำดอกไม้ บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ทำมานานกว่า 29 ปี พบเจอปัญหามากมายของมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งการดูแล การบำรุง ด้วยมะม่วงสายพันธุ์ไทยไม่ทนทานต่อโรค ความแข็งแรงของลำต้น กิ่งก้านน้อย ยิ่งหากเจอช่วงลมแรงหรือมีฝนตกระหว่างออกดอกหรือผลเล็กๆ ก็จะเจอปัญหาดอกผลร่วงหล่น แม้กระทั่งเมื่อย่างเข้าสู่ห้วงผลแก่ที่พร้อมจะออกสู่ตลาดยังต้องหาไม้มาค้ำกิ่งไว้ เพื่อป้องกันกิ่งและลำต้นล้มเพราะทานน้ำหนักของมะม่วงที่จวนเจียนจะได้เก็บผลิตไม่ได้ และหากไม่มีกระบวนการดังที่กล่าวมาต้นมะม่วงก็จะหักผลผลิตเสียหาย รวมถึงการบังคับออกผลนอกฤดูเพื่อสร้างรายได้ให้ต่อเนื่องทั้งปี ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนสูงเพราะต้องจ้างแรงงานตัดแต่งกิ่ง แต่สำหรับ 3 ปีที่ผ่านมาในการทดลองปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น 200 กว่าต้น ที่จ.กาฬสินธุ์ ไม่เกิดปัญหาใดๆ เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 2 ส่วนคุณภาพทั้งรสชาติ สีเนื้อมะม่วง และกลิ่นหอมไม่มีกลิ่นขี้ไต้
“ติดใจรสชาติของมะม่วงแก้วขมิ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสชาติ หวานอมเปรี้ยว สีเหลืองทอง และขนาดลูกโตๆ ทำให้ตัดสินใจค้นคว้า ศึกษาด้านการตลาดเรื่อยมา พร้อมๆ กับการหาสายพันธุ์มาเพาะปลูก โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนหาสายพันธุ์แท้ๆ มาให้ จากนั้นได้เริ่มปลูกบนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ในสวนมะม่วงตามสูตร ทั้งระยะห่าง การยกร่อง ระดับมาตรฐาน 6 x 8 เมตร ปีที่แล้วให้ผลผลิตเป็นปีแรก ยิ่งทำให้รู้สึกมหัศจรรย์มาก มะม่วงสายพันธุ์นี้ทำให้เห็นความแตกต่างของสายพันธุ์มะม่วงหลายอย่าง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการบำรุงปุ๋ยใดๆ ลำต้น กิ่งก้าน มีความแข็งแรง ลูกดกเป็นพวงเมื่อแก่ได้ที่ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ผลมีขนาดใหญ่ประมาณ 300-500 กรัม ให้ผลผลิต 15-20 กก.ต่อต้น ขณะที่คุณภาพของรสชาติ กลิ่นและสีของเนื้อมะม่วง ไม่ว่าใครก็แยกไม่ออกว่าเป็นมะม่วงแก้วขมิ้นที่ปลูกบนดินกาฬสินธุ์” เจ้าของไร่กล่าว
ขณะนี้มะม่วงแก้วขมิ้น สายพันธุ์เขมร ที่ปลูกบนดิน จ.กาฬสินธุ์ นำร่องก่อน 200 กว่าต้น มีอายุได้ 3 ปีเศษ ลำต้นก็ไม่ได้ใหญ่มาก ความสูงประมาณ 3 เมตร ทรงโปร่ง ผลดกเต็มต้น ทั้งๆ ที่ผลมีขนาดใหญ่แต่ความแข็งแรงของกิ่งก้านมะม่วงสายพันธุ์นี้กลับไม่สร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าของไร่แม้แต่นิด ไม่ต้องหาไม้มาค้ำกิ่ง ขณะที่ลักษณะโปร่งของต้นมะม่วง และการออกผลตลอดทั้งปี ทำให้เจ้าของไร่ลดค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งกิ่ง การบำรุงต่างๆ และรวมถึงการบังคับออกนอกฤดู เสน่ห์ของมะม่วงแก้วขมิ้น สร้างความประทับใจให้กับเจ้าของไร่อย่างมาก
ระพีพร เชตุราช วัย 43 ปี ผู้จัดการไร่บริพัฒน์ กล่าวว่า รับหน้าที่ดูแลสวนมะม่วงของทางไร่บริพัฒน์มานานกว่า 13 ปี มีต้นมะม่วงกว่า 10,000 ต้นที่อยู่ในการดูแล แต่เมื่อได้สัมผัสของอยู่กับมะม่วงแก้วขมิ้น เกิดความแตกต่างขึ้นทันที ทั้งการปลูก คุณภาพของมะม่วงและการตลาด ที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลมะม่วงก็ยังมีราคาสูง เพราะตลาดนิยมมะม่วงดิบมากกว่ารับประทานผลสุก ลูกค้าของทางไร่มาจากทั่วประเทศ และเมื่อทราบว่าทางไร่มีมะม่วงแก้วขมิ้น ต่างก็ยินดีเพราะแต่เดิมมะม่วงสายพันธุ์นี้จะนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา และเมื่อเกษตรกรกาฬสินธุ์ปลูกเองได้ ก็น่าจะทำให้ตลาดมะม่วงแก้วขมิ้นคึกคักมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องนำเข้าจากประเทศกัมพูชาที่จะมีต้นทุนค่าขนส่งสูง โดยที่ผ่านมาผลผลิตและคุณภาพของมะม่วงแก้วขมิ้น ที่ปลูกในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าทั้งส่วนของผู้บริโภครายย่อยที่หาซื้อตามแผงจำหน่ายผลไม้ของไร่ในจ.กาฬสินธุ์ และที่มารับไปจำหน่ายตามท้องตลาด นอกจากนี้ทางไร่ยังได้ทำการขยายพันธุ์ โดยจะเพิ่มพื้นที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้อีกกว่า 200 ไร่ เพราะตอนนี้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังจะทำการขยายพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร จ.กาฬสินธุ์ได้ทดลองปลูก โดยกิ่งพันธุ์ที่จำหน่ายจะเป็นสายพันธุ์แท้จากทางไร่ ไม่มีกลายพันธุ์แน่นอน ทั้งนี้ด้วยเทคนิคพิเศษของการขยายพันธุ์ของทางไร่ ส่วนใครที่สนใจสามารถติดต่อมาทางไร่บริพัฒน์ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-7857-4493
สำหรับมะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงแก้วละเมียด ตามภาษาท้องถิ่นต้นกำเนิดประเทศกัมพูชา มักนิยมบริโภคผลดิบแก่จัดหรือห่าม ส่วนผลสุกทางภาคใต้จะนิยมรับประทานมากที่สุด อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากผลมะม่วงที่ติดลมบนไปแล้วนั้น ในส่วนของการขยายพันธุ์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก มีเกษตรกรจำนวนมากต้องการปลูกพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้น แต่ต้องขอเตือนให้ศึกษาลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์ให้ดีก่อนจะเลือกกิ่งพันธุ์ไปปลูก เพราะที่ผ่านมามีเกษตรกรนำกิ่งพันธุ์ไปปลูกแล้วกลายพันธุ์
กฤษณ์ ทิพเลิศ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี