วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แฮกATMธนาคารออมสิน
แบงก์เต้นสั่งปิดเรียบ3.3พันตู้
แฉใช้มัลแวร์เจาะระบบดูดเงิน
คาดฝีมือแก๊ง‘รัสเซีย-ยูเครน’
เหตุโจมตีระบบธุรกรรมการเงินของธนาคารออมสิน โดยฝีมือกลุ่มแฮกเกอร์ต่างชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายถึงกว่า 12 ล้านบาท ครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แถลงว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารได้สั่งให้ปิดการให้บริหารตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ของธนาคารออมสิน จำนวน 3,343 ตู้ทั่วประเทศ
แฮกตู้เอทีเอ็มออมสินสูญ12ล.
ทั้งนี้สืบเนื่องจากธนารคารตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพทำการแฮกระบบตู้เอทีเอ็มในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม รวม 21 ตู้ ได้เงินไปจำนวน 12,291,000 บาท ประกอบด้วย ตู้เอทีเอ็มใน จ.ภูเก็ต 6 ตู้ ความเสียหาย 1,001,000 บาท จ.สุราษฎร์ธานี 4 ตู้ 2,600,000 บาท จ.ชุมพร 2 ตู้ 920,000 บาท จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 ตู้ 2,960,000 บาท จ.เพชรบุรี 2 ตู้ 3,130,000 บาท และ กทม. 5 ตู้ 1,680,000 บาท
แฉใช้“มัลแวร์”เจาะเข้าระบบ
ทั้งนี้จากการที่ธนาคารได้ประสานกับบริษัทผู้ผลิตตู้เอทีเอ็ม ซึ่งอยู่ในประเทศสก็อตแลนด์ พบว่า การเจาะข้อมูลครั้งนี้ เป็นการใช้โปรแกรมมัลแวร์ (Malware) เข้าไปเจาะระบบตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่นอกสถานที่ (Stand Alone) ก่อนใช้บัตรเอทีเอ็มกดเงินออกไปครั้งละ 4 หมื่นบาท
ชี้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกในโลก
“เหตุดังกล่าวถือเป็นกรณีแรกของโลกที่มีการโจรกรรมเงินจากตู้เอทีเอ็ม โดยติดตั้งอุปกรณ์สั่งการที่ตู้ และสามารถเสียบบัตรให้เงินออกมาได้ทันที ส่วนที่ผ่านมาเป็นเพียงการสกรีมมิ่งหรือโจรกรรมเงินจากบัญชีลูกค้าเท่านั้น ทั้งนี้ต้องรอผลการตรวจสอบที่ชัดเจนและให้บริษัทผู้ผลิตเร่งพัฒนาโปรแกรมมาจัดการเพื่อเซตระบบใหม่ให้มีความปลอดภัย 100% ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด หลังจากได้สั่งปิดบริการเอทีเอ็มบางส่วนเป็นการชั่วคราว เฉพาะรุ่นที่เกิดปัญหาของบริษัท NCR ทั้งหมด เพื่อควบคุมความเสียหาย โดยในช่วงนี้ลูกค้าสามารถใช้บริการตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการตลอดระยะเวลาที่ปิดบริการ”
ลั่นบริษัทผู้ผลิตตู้ต้องรับผิดชอบ
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า จะเร่งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น จะต้องหารือกับผู้ผลิตเครื่องและบริษัทประกันอีกครั้ง เพื่อหารือแนวทางการรับผิดชอบความเสียหายดังกล่าว และความจำเป็นในการเพิ่มความคุ้มครอง เพราะถือเป็นกรณีใหม่ของโลก ทั้งนี้หากบริษัทเจ้าของเครื่องเอทีเอ็มไม่แสดงความรับผิดชอบก็อาจเปลี่ยนไปใช้เครื่องของบริษัทอื่น
ระดมแจ้งความล่า“แฮกเกอร์”
ส่วนการติดตามตัวผู้กระทำผิดนั้น ธนาคารได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีที่สถานที่ตำรวจภูธรพื้นที่เกิดเหตุทั้ง 6 จังหวัด รวมทั้งกอง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ภาค 8 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) รวมทั้งตรวจความเชื่อมโยงกับคนร้ายที่ก่อเหตุคล้ายกันในไต้หวันและญี่ปุ่น ที่ขโมยเงินโดยใช้มัลแวร์เจาะระบบส่วนกลาง และสั่งให้คนร้ายสามารถกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มได้
เผยใช้ยี่ห้อเดียวกัน1หมื่นเครื่อง
รายงานข่าวแจ้งว่า เครื่องเอทีเอ็มธนาคารออมสินที่ถูกคนร้ายแฮกนั้น เป็นเครื่องยี่ห้อ NCR ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ยี่ห้อที่ธนาคารออมสินเลือกใช้ จำนวน 3,343 เครื่อง จากทั้งหมดประมาณ 7,000 เครื่อง โดยคนร้ายจะเลือกเฉพาะตู้ที่ติดตั้งนอกสถานที่ เข้าไปติดตั้งโปรแกรมโดยการฝังมัลแวร์ แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มที่ออกในสหราชอาณาจักร และสก็อตแลนด์มากดเงิน เมื่อกดปุ่มยกเลิก เงินก็ไหลออกมา โดยได้ตระเวนก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เริ่มต้นจาก จ.ภูเก็ต ขึ้นมาจนถึง กทม. ซึ่ง ขณะนี้ ธนาคารออมสิน ได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ ระมัดระวังตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ของตัวเองที่มีกว่า 10,000 เครื่องทั่วประเทศแล้ว
ธปท.กำชับทุกแบงก์เข้มงวด
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งกำชับไปยังธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ให้ตรวจสอบและระมัดระวังเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย ซึ่งหน่วยงานฝ่ายเทคโนโลยีของทุกธนาคารได้มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าขณะนี้มีเพียงธนาคารเดียวที่เสียหาย ส่วนสถาบันการเงินอื่นๆ นั้นยังไม่ได้รับแจ้ง และขึ้นอยู่กับระบบของเเต่ละธนาคารเอง เพราะมีหลายองค์ประกอบทั้งระบบซอฟแวร์ ระบบการตรวจสอบยอดเงิน และระบบเครือข่ายเอทีเอ็ม แต่ยืนยันว่าระบบเอทีเอ็มของไทยได้รับการยกระดับเรื่องของซอฟเเวร์มาโดยตลอด ทั้งนี้ขณะนี้ทางธนาคารต้องส่งตู้เอทีเอ็มไปยังบริษัทผู้ผลิตเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่ต่างประเทศ ซึ่งต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ให้สถาบันการเงินร่วมมือกัน
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ได้ประสานความร่วมกับธนาคารออมสินอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เริ่มพบความผิดปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดย สตช. ขณะเดียวกัน ธปท. ได้กำชับให้ ธนาคารออมสินเร่งปรับปรุงระบบให้มีความรัดกุมและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ธปท. ได้สื่อสารไปยังสถาบันการเงินแห่งอื่น ผ่านกลุ่มความร่วมมือที่จัดตั้งภายใต้สมาคมธนาคารไทย เพื่อให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งได้ตระหนัก มีการประสานความร่วมมือเฝ้าระวัง และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบเอทีเอ็มให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ตร.สงสัยแก๊งรัสเซีย-ยูเครน
ด้าน พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษาสบ10 เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้แจ้งเรื่องมาทาง สตช. ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเข้ามาก่อเหตุตั้งแต่เดือนมีนาคม และมากดเงินออกไปช่วงกรกฎาคม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลลักษณะการก่อเหตุในต่างประเทศพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุดังกล่าวเป็นแก๊งชาวรัสเซียและชาวยูเครน ยุโรปแถบตะวันออกกลาง โดยใช้เลขรหัสคอมพิวเตอร์ที่อยู่ประจำบนเครือข่ายหรือไอพีแอดเดรส จากสวิตเซอร์แลนด์ส่งไวรัสมัลแวร์เข้าระบบธนาคารไต้หวัน ที่อังกฤษ จากนั้นก็เชื่อมต่อข้อมูลไปสู่ระบบธนาคารในไต้หวัน ในกรุงไทเปเสียหายประมาณ 20 ล้านบาท ลักษณะการก่อเหตุมีการปล่อยสัญญาณคล้ายๆ กดรีโมทเปิดตู้เอทีเอ็มแล้วมีคนไปยืนรอหยิบเงินทั้งหมด 22 ตู้ รวมมูลค่าเสียหายประมาณ 90 ล้านบาท ต่อมา ตำรวจไต้หวันสามารถจับกุมได้ ทางตำรวจไทยจึงได้ประสานขอข้อมูลผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี ซึ่งพบว่านอกจากเดินทางมาก่อเหตุที่ประเทศไทยแล้วยังเคยไปก่อเหตุที่มาเลเซียเมื่อปี 2014 ด้วย
วงจรปิดพบผู้ต้องสงสัยปิดใบหน้า
พล.ต.อ.ปัญญา กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น.ดูแลงานสืบสวน เร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นภาพจากล้องวงจรปิดพบผู้ต้องสงสัยมีการปิดบังใบหน้า แต่ระหว่างที่มีการก่อเหตุกล้องจากตู้เอทีเอ็มไม่ทำงาน ลักษณะการก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่วิธีการแตกต่างกัน โดยการก่อเหตุที่ไต้หวันมีการเปิดตู้เอทีเอ็มให้เลย ส่วนที่ไทยจะใช้บัตรใส่เข้าตู้เอทีเอ็มก่อน อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ บช.ภ.7 บช.ภ.8 บช.น. บช.ก. มาร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าในวันที่ 26 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ที่ สตช. พร้อมกันนี้ ขอฝากเตือนประชาประชาชนว่าหากพบเห็นชาวต่างชาติ เป็นชาวรัสเซียหรือยูเครนในพื้นที่เปลี่ยวช่วงเวลาประมาณ 03.00 - 04.00 อยู่ในตู้เอทีเอ็มลักษณะผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี