546.jpg
ผู้ช่วยพยาบาลสาวขโมยเด็กทารก ปั้นหน้าบอกแม่แฟน'เพิ่งคลอดลูก'

ผู้ช่วยพยาบาลสาวขโมยเด็กทารก ปั้นหน้าบอกแม่แฟน'เพิ่งคลอดลูก'

วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 09.02 น.

12 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 11 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชวลิต เทรักษี พงส.สภ.เมืองน่าน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีเหตุคนขโมยเด็กทารก ออกจากที่ตึกเด็ก โรงพยาบาลน่านชั้นที่ 3 จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ประยูร ชำนาญคง ผกก.สภเมืองน่าน พร้อม จนท.ตร.ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองน่าน จำนวนหนึ่ง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุดังกล่าว เพื่อสืบข้อมูลและกล้องวงจรปิด จนทราบเรื่องว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีผู้หญิงสวมชุดผู้ช่วยพยาบาล เข้ามาในห้องพักพิเศษตึกหลังคลอด และได้แจ้งกับผู้ปกครองเด็กว่า จะนำเด็กออกไปชั่งน้ำหนัก จากนั้น ผู้หญิงสวมชุดผู้ช่วยพยาบาลก็ได้ให้นำตัวเอาเด็กไปจากห้องพิเศษดังกล่าว  จากนั้นหายไปนานกว่า 1 ชั่วโมง แม่ของเด็กได้ออกมาตามหา และสอบถามเจ้าหน้าที่ กลับไม่มีใครพบเห็น จึงคิดว่าลูกอาจถูกลักพาตัว และได้แจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน ให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากเด็กทารกดังกล่าว เพิ่งคลอดออกมาได้ 10 วัน ได้กลับไปอยู่บ้านแล้ว แต่เด็กไม่ยอมกินนม จากนั้นแม่ของเด็กจึงได้นำกลับมาอนุบาลที่โรงพยาบาลน่าน

จากการเปิดกล้องวงจรปิด จึงทราบว่า ผู้ที่ขโมยเด็กออกไปจากโรงพยาบาลน่านนั้น ชื่อ นางสาวเอ (นามสมมุติ) เป็นผู้ช่วยพยาบาลโรงพยาบาลน่าน เข้ามาอุ้มเด็กออกไปเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. 


ทางเจ้าหน้าที่ เร่งสืบหาจนได้เรื่องว่า นางสาว เอ ว่านำเด็กไปไว้ที่ใด และได้ติดตามจนไปถึง ห้องแถวที่เป็นที่พักอาศัยของแม่แฟน ของนางสาวเอ จึงได้พบตัวเด็กทารก จากนั้นนางสาวเอ(นามสมุติ) ก็ได้ตกใจหนีไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังตึกแถวดังกล่าว

จากนั้น ทาง นายแพทย์พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รอง ผอ.รพ.น่าน ได้เกลี้ยกล่อมขอเด็กทารกคืน และได้นำตัวเด็กทารกออกจากพื้นที่เพื่อนำไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และส่งคืนพ่อแม่เด็กต่อไป

จากการสอบถาม นางยวญ ศรีรินทร์ แม่ของฝ่ายชาย ที่นางสาวเอ ได้อ้างว่า ท้องและคลอดลูก กล่าวว่า นางสาวเอ ได้คบกับลูกชายตนเองมา ประมาณปีกว่าๆ และได้บอกว่าท้องได้ 1 เดือน ตอนคบกันใหม่ๆ ตนเองก็ไม่ได้ว่าอะไร หากคลอดมาก็จะเลี้ยงดูได้ จากนั้น ลูกชายของตนได้ไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดเมื่อ 2 เดือนก่อน  และ นางสาว เอ ได้โทรหาว่า ลูกในท้องได้คลอดแล้ว  และทางตนเองก็ได้ไปตามหาที่โรงพยาบาลเพื่อที่จะดูแลนางสาวเอ  แต่กลับไม่พบ ได้ไปตามหาถึง 3 วัน วันสุดท้ายที่พบเจอ นางสาวเอ ก็ยังรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมใส่ชุดทำงานและยังทำงานปกติ ทำให้สงสัย จึงได้ถามเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ตึกคลอดว่า นางสาวเอ(นามสมุติ) ได้คลอดลูกจริงหรือเปล่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกลับมาว่า ไม่ได้คลอดลูกและชื่อนามสกุลที่แจ้งมานี้ไม่ได้มาคลอดลูกที่นี่

จากการสอบถาม ญาติพี่น้องของนางสาว เอ ได้ความว่า นางสาว เอ ได้บอกญาติๆ ว่าตนเองท้อง และสังเกตได้ว่า หน้าท้องเริ่มโตขึ้นเหมือนคนท้อง ทางฝ่ายญาติของนางสาวเอ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร จนกระทั่งมาก่อเรื่องดังกล่าวขึ้น และคาดว่า น่าจะแท้งลูกระหว่างท้อง แต่กลัว แฟน และแม่แฟน รับไม่ได้ และไม่ยอมรับตนเอง จึงต้องอ้างเรื่องท้องและเรื่องคลอดลูก

ทางด้านพ.ต.อ.ประยูร ชำนาญคง ผกก.สภ.เมืองน่าน กล่าวว่า ได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว ว่า นางสาวเอ ได้ตั้งท้องกับแฟนหนุ่มแต่ว่าได้แท้งลูกไปและได้ปกปิดแฟนไว้ว่าท้อง ซึ่งช่วงเวลานี้ครบกำหนดคลอด ก็เลยกลัวแฟนจับได้ จึงได้ไปนำเด็กทารก อายุ 10 วัน โดยอ้างว่า จะนำตัวเด็กไปชั่งน้ำหนัก จากนั้นก็ลักตัวเด็กออกมาเพื่อนำไปยืนยันกับแม่แฟนว่า ได้ท้องกับลูกชายจริง ซึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อประมาณวันพุทธ ที่ผ่านมา ได้บอกกับแฟนว่าปวดท้องสงสัยจะคลอดลูก จนถึงวันก่อเหตุจึงได้ลักตัวเด็กทารกออกมาเพื่อไปยืนยัน โดยตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ รอให้ทางผู้เสียหายพ่อแม่ของเด็กทารก มาแจ้งความ และล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ไว้ก่อนลักตัวเด็กไว้ก่อน และในส่วนของคดีเจ้าหน้าที่ก็จะได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มภายหลัง และรอ ผู้เสียหายพ่อแม่ของเด็กทารก มาแจ้งความอีกครั้ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top