โฆษก ยธ.เผยกระทรวงไม่นิ่งนอนใจ สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงบิ๊กดีเอสไอแล้ว เริ่มสอบสัปดาห์หน้า เบื้องต้นยังไม่สั่งพักงาน
16 ก.พ.61 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม(ยธ.) กล่าวว่า กรณีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สาว พร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม(บก.ป.) เพื่อร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกข้าราชการสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ข่มขืน พร้อมขู่จะนำภาพลับไปเผยแพร่ เมื่อปี 2559 และยังมีพฤติการณ์โทรศัพท์มาข่มขู่เรียกเงินและขอมีเพศสัมพันธ์อีก และหากไม่ยอมจะนำคลิปไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย จนเกิดความเครียดจนต้องหนีไปต่างประเทศ แต่ยังถูกแฮกเบอร์โทรศัพท์ เฟซบุ๊ก และอีเมล์ มาเยาะเย้ยตลอดเวลา จนทำให้เจ้าตัวทนไม่ไหวจึงนำเรื่องร้องเรียนกับอธิบดีดีเอสไอต้นสังกัด และได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน แต่เรื่องก็เงียบไปโดยทราบว่า ผลสอบสรุปมีความผิดเล็กน้อยลงโทษแค่ตัดเงินเดือน ซึ่งไม่เป็นธรรม จึงให้ทนายฟ้องศาลจังหวัดพัทยาในคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ตามผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสอบสวนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูง จึงเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รายงานมายังปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2561 และได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาลงนามรับทราบคำสั่งแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561
ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ถูกกล่าวหา และวางแนวทางการกำหนดประเด็นการสอบสวน ซึ่งดูตามตารางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ แล้วจะเริ่มประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า และถ้าหากมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนหรือประเด็นข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กระบวนการสอบสวนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายใน 180 วันตามที่กฎหมายกำหนด
“ตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม ถ้าหากข้อกล่าวหาของข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมนั้น เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นอุปสรรคในการสอบสวน กระทรวงฯ ก็สามารถมีคำสั่งให้พักราชการข้าราชการดังกล่าวไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งจากพิจารณาเบื้องต้น กรณีดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ทางราชการและยังไม่พบว่าเป็นอุปสรรคในการสอบสวนทางวินัยแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ถ้ามีประเด็นดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นมาในระหว่างการสอบสวนฯ ก็สามารถมีคำสั่งพักราชการไว้ก่อนได้เช่นเดียวกัน” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการทำคู่ขนานกันไป ซึ่งถ้าหากผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง โทษวินัยร้ายแรงจะมี 2 สถาน คือ ปลดออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยได้รับบําเหน็จบํานาญเสมือนผู้นั้นลาออกจากราชการ หรือไล่ออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยไม่ได้รับบําเหน็จบํานาญ แต่ถ้าหากผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาให้จำคุกก็จะต้องไล่ออกสถานเดียว การลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือนตามประเด็นข่าว จึงไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรมก็จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกร้องด้วยเช่นกัน และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบเวลาของกฎหมาย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี