546.jpg
‘สมพงษ์’ย้ำอยากลดเหลื่อมล้ำรัฐต้องหาเด็กจนจริงให้เจอ-เสริมบทบาทครูเข้าช่วยเหลือ

‘สมพงษ์’ย้ำอยากลดเหลื่อมล้ำรัฐต้องหาเด็กจนจริงให้เจอ-เสริมบทบาทครูเข้าช่วยเหลือ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561, 13.03 น.

21 มี.ค. 2561 ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีวิชาการ “(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ไทยจะก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร” ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง จะนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้

แต่ปัญหาคือวันนี้รัฐบาลรู้หรือไม่ว่าเด็กยากจนทั่วประเทศเป็นใครอยู่ที่ไหนบ้าง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนที่จนจริงๆ เขาจะอยู่เงียบๆ สงบเสงี่ยมเจียมตน ยอมรับชะตากรรม ไม่ออกมาเรียกร้องอะไร ไม่ค่อยจะแสดงตัว นั่นคือวิธีคิดของคนจน ดังนั้นหากยังเข้าไม่ถึงคนกลุ่มนี้ ถึงจะมีกองทุนแต่สุดท้ายก็จะเจอแต่คนที่อยากจน ซึ่งหากไม่ทำอะไรให้เด็กเหล่านี้ได้รับโอกาส สังคมไทยในอนาคตคงเป็นสุขได้ยาก

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ


อาจารย์สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐไทยจัดงบประมาณแผ่นดินให้กับการด้านการศึกษาถึงปีละ 5 แสนล้านบาท แต่ปัญหาที่พบคือโครงสร้างหน่วยงานแบบบนลงล่าง ทำให้ผู้ที่รู้เห็นชีวิตความเป็นไปของเด็กและเยาวชนมากที่สุดอย่างครูและผู้บริหารสถานศึกษาขาดการสนับสนุน งบประมาณไม่ค่อยตกไปถึงโรงเรียน เช่นเดียวกับนโยบายการศึกษาระดับภาค จังหวัด และเขตการศึกษา ก็ไม่ได้พิจารณาจากสถานศึกษาในพื้นที่ แต่มุ่งดูทิศทางจากเบื้องบนว่าจะมีนโยบายมีข้อสั่งการอย่างไร

“ผมทำงานวิจัย ลงพื้นที่ไปบอกว่าอยากได้เด็กยากจนสัก 4-5 คน ครูเขาชี้ได้ทันทีว่าบ้านนั้นบ้านนี้ แล้วบอกด้วยว่าบ้านนี้พ่อแม่สอนดีมากทำให้ลูกตั้งใจเรียนหนังสือ ครอบครัวพวกนี้ต้องหาให้เจอ คนอีกกลุ่มที่รู้จักคนยากจนดีคือพวกเอ็นจีโอ (NGO-องค์กรพัฒนาเอกชน) ครูจะต้องได้รับการสนับสนุนให้ลงไปทำงานกับเด็กกลุ่มนี้ ถ้ากองทุนให้ทุนครูสำหรับรับมือเด็กกลุ่มนี้ เพราะถ้ายังปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ครูดีครูเก่งเข้าเมืองหมด แต่ครูที่ปล่อยปละละเลยก็จะอยู่ตามชายขอบ” อาจารย์สมพงษ์ ระบุ

ผอ.ศูนย์วิชาการและเครือข่ายด้านเด็กฯ ครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวย้ำว่า อย่างไรก็ตามกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ หากรัฐบาลไม่ผลักดันให้เกิดก็ไม่ต้องคิดที่จะไปปฏิรูปเรื่องอื่น เพราะถ้าทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้รับการพัฒนา ก็จะกระทบกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ ไปด้วย และการดำรงอยู่ของกองทุนต้องไม่อิงกับการเมือง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล กองทุนนี้ต้องได้งบประมาณร้อยละ 5 ของงบประมาณด้านการศึกษาต่อปี ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลทีหนึ่งนโยบายก็เปลี่ยนด้วยอย่างหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังฝากถึงสังคมไทยเกี่ยวกับอคติกับเด็กชายขอบที่เป็นเด็กกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ว่าถ้าไม่หยิบยื่นโอกาสให้ได้เรียนหนังสือ สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด เพราะจากการที่ตนเคยทำงานกับคนกลุ่มนี้ ทราบดีว่าบางครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครองมีการสอนลูกหลานถึงวิธีลักลอบลำเลียงยาเสพติดกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

“ครอบครัวเขาสอนเรื่องการขนยา ถ้าถูกจับได้ต้องตอบว่าทำเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะเด็กขนยาครั้งแรกไม่ผิด เด็กผู้หญิงต้องเสียสละใช้ช่องคลอดตัวเอง นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับ มันเจ็บปวดนะคนข้างล่าง” อาจารย์สมพงษ์ ระบุ

ทั้งนี้ (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เกิดขึ้นจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ 2560 มาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top