ป.ป.ท.เปิดเกมรุกบุกตรวจสอบทุจริตงบศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงเชียงใหม่ ผงะ!พบผลาญงบกว่า67ล้าน "ชาวเขา"ไม่ได้รับเงินยกหมู่บ้าน "จรัมพร"แฉพบมีการทุจริตลามไปจนถึงโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง เผยจากการสุ่มตรวจพบคนจน537รายไม่ได้รับเงินแม้แต่รายเดียวแต่กลับถูกนำรายชื่อไปเบิกจ่ายอีกตากหาก นอกจากนี้ยังพบมีการปลอมแปลงเอกสารและลายมือชื่อกันอีกเป็นว่าเล่น
เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ (22 มี.ค.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมี พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ งบประมาณปี 2560 ประมาณ 67,917,000 บาท โดยมีการจัดสรรแบ่งพื้นที่ออกไปทั้งหมด 15 เขตมี อ.ฝาง, อ.พร้าว, อ.เวียงแหง, อ.เชียงดาว, อ.แม่อาย, อ.แม่แตง, อ.แม่วาง, อ.จอมทอง, อ.แม่ริม, อ.ไชยปราการ, อ.สะเมิง, อ.อมก๋อย และ อ.แม่แจ่ม
พล.ต.อ.จรัมพร เปิดเผยระหว่างการลงพื้นที่ว่า จากข้อมูล ป.ป.ท.สอบถามชาวบ้านหมู่ 1 ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ปรากฏรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ 36 ราย เป็นบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ 31 ราย สัญชาติไทย 5 ราย โดยชาวบ้านสัญชาติไทยทั้ง 5 รายไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ และกลุ่มชาติพันธุ์ 18 ราย ไม่ได้รับเงินสงเคราะห์เช่นกัน นอกจากนี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 8 จำนวน 36 ราย ซึ่งมีชื่อกำนันตำบลกึ๊ดช้าง เป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ด้วย แต่เมื่อถามกำนัน ได้ยืนยันว่า ตนเอง และลูกบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวเลย
ผงะ!คนจน537รายไม่ได้รับเงิน
พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เนื่องจากเป็นการขยายผลจาการตรวจสอบการทุจริตศูนย์คนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาราษฏรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อปี 2559 สตง.ได้มีการตรวจสอบว่าเป็นงบที่กระโดดมากจาก 3 ล้านบาทเป็นกว่า 60 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องปูพรมลงตรวจทั่วประเทศเราจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ไม่เว้นแม้แต่โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ ที่รับงบฯ 24 ล้านบาท
"จากการสุ่มตรวจโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง เพียง 1 ตำบลคือตำบลแม่ทา ทั้งหมด 537 รายนั้นไม่ได้รับเงินแม้แต่รายเดียวแต่กลับถูกนำรายชื่อไปเบิกจ่ายทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่นก็ถูกนำรายชื่อไปเบิกด้วย" พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว
จากนั้นชุดปฏิบัติการจากสำนักงาน ป.ป.ท.ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท.เขต 5 ได้สอบถ้อยคำหัวหน้าเขต อ.แม่ริม อ.แม่แตง และ อ.เชียงดาว ที่ปรากฏลายมือชื่อปรากฏว่าเป็นผู้รับมอบเงินอุดหนุนมาจากศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ โดยหัวหน้าเขตอำเภอแม่ริม รับ 2,877,000 บาท หัวหน้าเขตอำเภอแม่แตง รับ 5,075,000 บาท และหัวหน้าเขตอำเภอเชียงดาว รับ 6,120,000 บาท เพื่อนำมามอบให้กับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเขตทั้ง 3 เขตต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่าไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสาร พบว่า ในปีงบประมาณ 2560 เขตรับผิดชอบอำเภอจอมทอง มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดถึง 11.25 ล้านบาท
แฉโกงสุดทุเรศไม่ได้รับเงินทั้งหมู่บ้าน
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบถามชาวบ้าโดยเฉพาะหมู่ 8 ผาปู่จอม ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จำนวน 36 รายพบว่าไม่มีชาวบ้านได้รับเงินเลย แต่กลับมีการนำเอกสารไปเบิกเงิน ส่วนหมู่ชาวบ้านหมู่ 1 บ้านผาแดงนั้น 36 รายได้รับเงินรายละ 1,000 บาทแต่กลับนำรายชื่อไปเขียนในใบสำคัญรับเงินคนละ 3,000 บาทนอกจากนี้บางรายไม่รู้หนังสือกลับมีการเซ็นชื่อแทน
นางเนตรนภา เจริญทิพย์ อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ผาปู่จอม ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งที่ถูกนำรายชื่อไปเบิกเงินบอกว่าตนรู้สึกโกรธมากที่ศูนย์พัฒนาราษฏรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ นำชื่อตนไปเบิกเงินและเขียนรายได้ต่อปีให้กับตนเพียงเดือนละ 1,800 บาท นอกจากนี้ ในเอกสารยังกรอกว่าตนเป็นชนเผ่าล่าหู่ ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนไทย
นายชัย แซ่ย่าง หัวหน้าศูนย์พัฒนาราษฏรบนพื้นที่สูงจากเขตอำเภอแม่ริม และเขตต่างๆ ที่เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าทางศูนย์แต่ละศูนย์จะได้รับเงินหลักล้านเนื่องจากการไปเซ็นเบิกจ่ายเงินแต่ละครั้งนั้นจะได้รับเงินมาเป็นซองและนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ตามจำนวนที่หัวหน้าให้มาเท่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบว่าศูนย์พัฒนาบนพื้นที่สูงเขตอำเภอจอมทอง ได้รับงบประมาณปี 2560 มากที่สุดถึง 11.25 ล้านบาท
จ่อตรวจสอบเส้นทางเงินจนท.ทุกคน
พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 76 จังหวัดที่ตรวจพบทุจริตไปแล้ว 49 จังหวัด เหลือเพียง 42 จังหวัด ซึ่งวันนี้อาจจะเข้าบางส่วน โดย 7 จังหวัดได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่ส่วนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว 34 ราย? ส่วนนิคมสร้างตัวเองนั้นได้มีการสุ่มตรวจไปแล้ว 4 แห่ง
"ส่วนนิคมอุดรฯ ขอนแก่น สตูล และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการทุจริตลักษณะเดียวกันคือมีการนำเอกสารมาลงรายละเอียดด้วยที่เจ้าตัวไม่รู้บ้างเจ้าตัวลงชื่อลงชื่อไว้แต่ไม่กรอกรายละเอียดแล้วนำไปเบิกเงินแต่เจ้าตัวไม่รับหรือได้รับบางส่วนดังนั้น ขณะนี้ต้องรอข้อเท็จจริงและมีการสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและจะนำเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง.เข้ามาตรวจสอบด้านการเงินของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนด้วย" พ.ต.ท.วันนพ กล่าว
รุกคืบสอบทุจริตหมู่บ้านสหกรณ์ฯ
ต่อมาเวลา 15.00 น.เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.และ สตง. ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ 2561 จำนวน 23,747,000 บาท พื้นที่รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ 1 ตำบล คือ ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งตำบลดังกล่าวมีประชากรเพียง 3,321 คน แต่กลับได้เงินงบประมาณอุดหนุนกว่า 23 ล้านบาท
โดยชุดปฏิบัติการได้เริ่มตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินของศูนย์ประสานงานฯ พบว่า มีเอกสารการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ชาวบ้าน ต.บ้านสหกรณ์ จำนวน 667 คน ต.ทาเหนือ 100 คน ต.แม่ทา 500 คน ต.ห้วยแก้ว 300 คน และ ต.ออนกลาง 100 คน รวมทั้งสิ้น 1,667 คน เป็นเงิน 5,001,000 บาท ซึ่งตรวจสอบแล้วจำนวนเงินตรงกับเอกสารประกอบการเบิกจ่ายฎีกาที่ 13 รายละเอียดตามใบสำคัญรับเงินระบุว่า มีการจ่ายเงินให้กับชาวบ้านในวันที่ 7 -9 พฤศจิกายน 2559
พบความผิดปกติหลายประการ
จากการตรวจสอบเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินนั้น พบความผิดปกติหลายประการ ดังนี้
1. แบบสำรวจข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคม มีการลบข้อมูลที่เคยกรอกไว้ก่อนหน้านั้นและนำแบบฟอร์มไปสำเนาเพื่อนำมากรอกข้อมูลส่วนตัวชาวบ้าน โดยไม่มีการระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน
2. เอกสารใบสำคัญรับเงิน (แบบ 5) เมื่อตรวจสอบด้วยตาเปล่า เปรียบเทียบกันจำนวนหลายฉบับพบว่า มีลายมือที่เป็นของบุคคลเพียง 2-3 คนเท่านั้น ที่คล้ายคลึงกันในการกรอกข้อมูล และลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน
3. เอกสารประกอบการเบิกจ่ายส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ไม่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับเงินสงเคราะห์
4. สำเนาทะเบียนบ้านที่แนบเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นเอกสารที่เก่าปรากฏข้อมูลเป็นกิ่งอำเภอแม่ออน โดยยังมิได้มีการแก้ไขเป็นอำเภอแม่ออน เช่นปัจจุบันแต่อย่างใด
อ้าว!กำนันแม่ทาก็มือชื่อรับเงินด้วย
หลังจากที่ตรวจพบความผิดปกติของเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ร่วมลงพื้นที่เป้าหมายด้วยกันโดยเริ่มต้นสอบถามข้อมูลบุคคลที่มีรายชื่อรับเงินสงเคราะห์โดยกำหนดเป้าหมายที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน ซึ่งมีประชากรจำนวน 4,558 คน เฉพาะส่วน ต.แม่ทา หมู่ที่ 1-7 ปรากฏรายชื่อตามฎีกาเบิกจ่ายเงินที่ 13 มีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 537 ราย เป็นเงิน 1,611,000 บาท ดังนี้
หมู่ที่ 1 บ้านท่าม่อน ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 74 ราย, หมู่ที่ 2 บ้านท่าข้าม ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 88 ราย, หมู่ที่ 3 บ้านค้อกลาง ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 43 ราย, หมู่ที่ 4 บ้านห้วยทราบ ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 133 ราย, หมู่ที่ 5 บ้านป่าน๊อต ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 58 ราย, หมู่ที่ 6 บ้านดอนชัย ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 67 ราย, หมู่ที่ 7 บ้านใหม่ดอนชัย ปรากฏมีรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 74 ราย
โดยเริ่มต้นสอบถามข้อมูลที่หมู่ที่ 1 บ้านท่าม่อน ปรากฏรายชื่อกำนันตำบลแม่ทา เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลกำนัน ซึ่งให้การยืนยันว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในใบสำคัญรับเงิน (แบบ 5) ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน และตนไม่เคยได้รับเงินจำนวน 3,000 บาท ตามที่ปรากฏตามเอกสาร อีกทั้งกำนันตำบลแม่ทา ยังตรวจสอบรายชื่อลูกบ้านทั้งหมดแล้วยังยืนยันว่า ลูกบ้านบางรายมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศแต่กลับมีชื่อเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์
พบชาวแม่ทา537รายกลายเป็นผู้รับเงินสงเคราะห์
หลังจากนั้นจึงได้มีการขยายผลไปตรวจสอบข้อมูลที่หมู่ 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ โดยนายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ให้ข้อมูลว่าเมื่อประมาณปี 2560 มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ประสานงานโครงการบ้านสหกรณ์สันกำแพงฯ ประสานให้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา คัดเลือกรายชื่อผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่งจำนวน 100 คนให้กับศูนย์ประสานงานโครงการบ้านสหกรณ์สันกำแพง เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้แก่บุคคลทั้ง 100 ราย
แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลที่มีการเบิกจ่ายแล้วกลับมีรายชื่อชาวบ้านในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ถึงจำนวน 537 รายที่กลายเป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ฯ ซึ่งนายกองค์การบริหารสวนตำบลแม่ทา ก็ได้ส่งมอบรายชื่อบุคคลผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่งจำนวน 100 รายนั้นให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวจากศูนย์ประสานงานจริงหรือไม่
ปชช.ร้อยละ90ยันถูกปลอมลายมือ
ประกอบการลงพื้นที่บริเวณหมู่ที่ 1 หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 ของตำบลแม่ทา ประชาชนร้อยละ 90 ให้ถ้อยคำยืนยันว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารใบสำคัญรับเงิน (แบบ 5) ของศูนย์ประสานงานฯ ไม่ใช่ลายมือชื่อของตน อีกทั้งตนเองไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 3,000 บาท แต่อย่างไร
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.จะได้ลงพื้นที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออนนั้น ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการเบิกจ่ายเงิน ณ ตำบลบ้านสหกรณ์ ตามคำแนะนำของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพบเจอความผิดปกติของเอกสารประกอบการเบิกจ่าย โดยเริ่มต้นตั้งแต่การขอรับเงินอุดหนุน การจ่ายเงินสงเคราะห์โดยไม่มีการตรวจเยี่ยมบ้านตามระเบียบฯ รวมไปถึงมีการจ่ายเงินให้ชาวบ้านมากกว่า 3 ครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ได้สอบถ้อยคำชาวบ้านที่มีรายชื่อว่าได้รับเงินสงเคราะห์เกินกว่า 1 ครั้ง บางรายให้ถ้อยคำว่าตนได้ลงชื่อในใบสำคัญรับเงินเพียงครั้งเดียว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงปรากฏว่ามีการลงชื่อรับเงินสงเคราะห์เกินกว่า 1 ครั้ง
อีกทั้งได้มีการให้ข้อมูลว่าเงินจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่ศูนย์ประสานงานฯ จะนำมาสนับสนุนกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งชาวบ้านไม่เคยได้รับเงินมาใช้สอยส่วนตัว และให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่าลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินบางฉบับไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง รวมทั้งไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงชื่อของตน และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับเงินไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี