เป็น 1 ในคดีดังประจำปี 2560 กับกรณี “ค้ากามที่แม่ฮ่องสอน” หลังแม่ของเด็กสาวรายหนึ่งเปิดเผยว่าลูกสาวของตนถูกตำรวจนอกแถวบังคับให้ค้าประเวณี นำไปสู่การสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้หลายราย ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาไปเมื่อกลางเดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ให้จำคุกผู้เกี่ยวข้องรวม 8 คน โดยเฉพาะ 3 ตัวการหลักคือ “ดาบยุทธ” ด.ต.ยุทธชัย ทองชาติ ตำรวจ สภ.น้ำเพียงดิน, “เจ๊ฟ้า” น.ส.ปิยทัศน์ ภาพเทียนสุวรรณ อายุ 31 ปี, “เจ๊เมย์” น.ส.ปิยะวรรณ สุขมาก ถูกลงโทษจำคุกกันไปคนละหลักร้อยปี
เหตุที่คดีนี้ได้รับความสนใจนอกจากจะเป็นเพราะมีลักษณะการกระทำความผิดเป็นขบวนการ อีกทั้งยังมีข้าราชการตำรวจร่วมเป็นตัวการกระทำผิดแล้ว ยังสะท้อนถึงค่านิยม “กินเด็ก” ของผู้ชายบางกลุ่มที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย
แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้ “การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ว่าจะได้รับความยินยอมหรือไม่ถือเป็นความผิดทั้งสิ้น” แต่ก็ยังมีให้เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะในหมู่ “คนเส้นใหญ่กระเป๋าหนัก” มีเงินมีอำนาจทั้งหลายที่มีศักยภาพในการแสวงหามาบำรุงบำเรอความต้องการของตน
ที่เวทีเสวนา “ถอดบทเรียนค้ามนุษย์น้ำเพียงดิน มองเทียร์ 2 (เฝ้าระวัง) ประเทศ” ณ โรงแรมเอบินาเฮ้าส์ ซ.วิภาวดี 64 ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ นางทิชา ณ นครผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงผลคำพิพากษาคดีนี้ว่า น่าจะหยุดความฮึกเหิม เมามัน พฤติกรรมการอุปถัมภ์ในหมู่ข้าราชการ และขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะข้าราชการแตกแถวได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงน่าจะเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้ารัฐซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ถูกดำเนินคดีและได้รับโทษตามกฎหมายอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเป็นบทเรียนได้ในแง่ของการคุ้มครองพยานที่อาจจะไปไม่สุดทาง หรือการทำให้น้ำหนักไปกับคดีความมั่นคง ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีค้ามนุษย์ ที่สำคัญบาดแผลคดีค้ามนุษย์ต่างจากคดีความมั่นคง เพราะผลกระทบทางด้านจิตใจ ซึ่งต้องให้กำลังใจเด็กหญิงผู้เสียหายในคดีนี้ที่ช่วยส่งคนผิดมารับโทษ และเชื่อว่าความจริงจะค่อยๆ เผยหน้าในกลุ่ม
ผู้ซื้อบริการที่มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งต้องถูกลงโทษด้วยเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือกฎหมาย ผู้ที่มีอำนาจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ตามหน้าที่แต่กลับทำผิดเสียเอง
ขณะที่ น.ส.ชลีรัตน์ แสงสุวรรณ ผู้ประสานงานมูลนิธิพิทักษ์สตรี กล่าวว่า ประเทศไทยได้ทำงานแก้ไขปัญหาหาการค้ามนุษย์มาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับข้าราชการที่กระทำความผิดเพื่อเป็นกรณีตัวอย่าง ถึงแม้ยังจะไม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ที่กระทำความผิดได้หมด แต่เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือ ทั้งดูแลคุ้มครองพยาน การดำเนินตามข้อเท็จจริง ผู้กระทำผิดตัวเล็ก ตัวใหญ่ คงถูกปราบปรามให้ยุติพฤติกรรมเลวร้ายลงได้บ้าง
“ต้องชื่นชมในความกล้าหาญของทุกฝ่าย โดยเฉพาะพลังทางสังคมที่ไม่ยอมให้การใช้อำนาจในทางที่ผิด ซึ่งในกรณีนี้กระบวนการที่ถือเป็นความกล้าหาญของการคุ้มครองพยาน คือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนที่มีความเชี่ยวชาญ เข้าไปทำกระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) ให้กับเด็กผู้เสียหายที่บอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง” น.ส.ชลีรัตน์ ระบุ
มุมมองฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย พ.ต.อ.เผด็จ ภู่บุบผากาญจน ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ สำนักกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กฎหมายการค้ามนุษย์ของไทยบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551 และมีการปรับแก้กฎหมายล่าสุด
เมื่อปี 2560 จนมีความคืบหน้าและครอบคลุมไปมากเมื่อเทียบกับปี 2558-2559 ยิ่งคดีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนยิ่งชัดเจนว่าได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น
ที่สำคัญคือ “คดีนี้เจ้าหน้าที่รัฐรับโทษเป็น 2 เท่า ปรากฏการณ์จำคุก 320 ปี ถือเป็นครั้งแรกเพราะไม่เคยมีมาก่อน” แต่ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับว่า“ประเทศไทยเป็นทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง” ดังนั้นการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ย่อมไม่อาจให้ประเทศไทยจัดการเพียงฝ่ายเดียวได้ หากประเทศต้นทางไม่ช่วยเป็นหูเป็นตาความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ก็ไม่เกิดผล
“ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน และสถาบันครอบครัวสำคัญที่สุด จะพึ่งกฎหมายอย่างเดียวก็คงไม่พอ อย่างไรก็ตามจากกรณีนี้ถือเป็นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้ามาหนุนเสริมขององค์กรภาคประชาชนที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการทำให้ผู้เสียหายหนักแน่นและรักษาความจริงให้ปรากฏอย่างมีพลัง” พ.ต.อ.เผด็จ ให้ความเห็น
อีกด้านหนึ่งหากยังจำกันได้ ในช่วงที่คดีค้ากามที่น้ำเพียงดินปรากฏเป็นข่าวใหม่ๆ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางส่วนในสังคมเช่นกันที่มองว่า “เด็กมีปัญหาเองหรือเปล่า?”และไม่ใช่เพียงกรณีนี้ หลายครั้งที่มีข่าวการขายบริการของเด็กสาววัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็มักมีความเห็นเช่นเดียวกันตามออกมาเป็นระยะๆ ซึ่ง นางนัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)มองว่า สังคมไทยดูจะ “ลักลั่น”เพราะไม่โทษคนไปซื้อบริการ แต่มองคนขายบริการในทางที่ไม่ดีเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตระหนักเท่าที่ควร
“เหยื่อที่ถูกเอาเปรียบทางเพศ กว่าที่เขาจะผ่านพ้นมาได้ น้องเขาต้องต่อสู้กับอิทธิพล เผชิญกับแรงเสียดสี การถูกตีตรา ถูกดูถูกกับคำถามที่ว่าสมควรจะได้รับการคุ้มครองแล้วหรือ การกล้าหาญออกมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง
ถูกถามซ้ำเรื่องเพศ ผลิตซ้ำความรุนแรง เพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมและให้ได้รับการคุ้มครองมันไม่ใช่เรื่องง่าย และคดีนี้จะทำให้สังคมมองมุมใหม่ สร้างความชัดเจนขึ้น”
นางนัยนา ฝากข้อคิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี