ข่าวเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศลาวแตก สาเหตุจากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดความเดือดร้อนเกิดอุทกภัยและโศกนาฏกรรมแก่ประชาชนคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่น่าเกิดขึ้น
ขณะที่ประเทศไทย ก็มีข่าวทำนองเดียวกัน คือ น้ำในเขื่อนจังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะเขื่อนแก่งกระจาน ที่สูงเกินระดับมาตรฐาน ซึ่งไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจึงปล่อยให้มาถึงจุดนี้ได้ ทำไมจึงไม่มีการเฝ้าระวังและระบายน้ำก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ ท้ายที่สุดก็ต้องปล่อยน้ำระบายออกมาทางสปิลเวย์ จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนไปตามเส้นทางน้ำที่ผ่าน ท่วมหมู่บ้าน ท่วมตลาด ท่วมถนนที่ชาวบ้านเคยสัญจรไปมา
ถ้าจะวิเคราะห์เจาะลึกกันจริงๆ สาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ประเทศของเรายังทำได้ไม่ดีพอ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เพราะบ้านเราประสบพบเจอปัญหา “น้ำท่วม ฝนแล้งซ้ำซาก” มาหลายสิบปีโดยไม่เปลี่ยนแปลงเลย สาเหตุหลักอีกหนึ่งของปัญหาที่น่าจะเกี่ยวข้องก็คือ การที่รัฐยังปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พื้นที่ป่าดิบสมบูรณ์กลายเป็นป่าพืชไร่เลื่อนลอย เนื่องด้วยปล่อยชาวบ้านหักร้างถางพงปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวไร่และพืชผักต่างๆ จนระบบนิเวศน์ของดินและผืนป่าเปลี่ยนแปลงไป เพราะระบบรากของพืชไร่และพืชผักต่างๆ ที่มนุษย์ปลูกนั้น มีความแตกต่างจากป่าไม้ยืนต้นธรรมชาติที่หยั่งรากลึกแผ่ขยายไปได้กว้างไกล ทำให้พื้นที่หน้าดินมีความสามารถสูงกว่ามากในการดูดซับกักเก็บน้ำฝน ปริมาณน้ำฝนของประเทศไทยปีหนึ่งสูงเกือบ 800,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในอดีตป่าไม้ยืนต้นทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำฝนได้มากถึง 70% และอีก 30% ที่เหลือไหลลงสู่ห้วย หนอง คลอง บึง และมุ่งไปยังเขื่อนต่างๆ ทำให้ป่าในอดีตทำหน้าที่เป็นแก้มลิงซับน้ำให้ไหลลงสู่เขื่อนอย่างพอเหมาะพอดีแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ “ป่าเขาลำเนาไพร” ส่วนใหญ่กลายเป็น “ป่าเขาหัวโล้น” จึงทำให้ไม่มีความสามารถในการกักเก็บซับน้ำ จึงทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้เพียง 30% และอีก 70% ก็ไหลปรี่ลงไปยังทะเล ซึ่งระหว่างทางที่จะถึงทะเลก็จะมีข่าวเกือบทุกปีที่มีพายุโหมกระหน่ำว่าจะมีดินถล่ม โคลนสไลด์ ซุงไหลทับผู้คนล้มตาย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวชี้วัดได้ว่ายังมีการ “ตัดไม้ทำลายป่า” อยู่นั่นเอง
อีกสถานการณ์หนึ่งที่รัฐบาลอาจจะนำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาก็คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “เอลนีโญและลานีญา” ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 4-5 ปี ล่าสุดก็เพิ่งจะเกิดขึ้นไปเมื่อปี 2555 และในขณะนี้ก็ใกล้เคียงกับช่วงเวลาของปรากฏการณ์ที่ว่านี้ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าความรุนแรงจะมากหรือน้อยกว่าปีก่อนๆ เท่านั้นเอง
การดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม ฝนแล้ง น้ำล้นเขื่อน ถ้าเราสามารถนำเหตุการณ์ในอดีตเข้ามาบริหารจัดการให้ดีและเหมาะสม ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การรณรงค์ส่งเสริมให้ปลูกป่าไม้ยืนต้นแทนพืชไร่ การสร้างเขื่อน การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ (แก้มลิง) การสร้างฝาย ทุกๆอย่างถ้าทำให้เหมาะสม สอดคล้อง ลงตัว หรือเรียกว่าการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความรุนแรงหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและประเทศชาติก็น่าจะลดน้อยถอยลง
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
(ไทยกรีน อะโกร)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี