เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวถึงโครงการ “ราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก” ว่าเป็นโครงการพื้นที่ต้นแบบของการผลิตผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพของเกษตรใน จ.ราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน
“ผลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง และนำมาสรุปผลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบ เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรขาดทุน เป็นหนี้สินจำนวนมาก และปัจจุบัน เกิดการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวส่งผลต่อเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ของประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว” น.ส.อัญชุลี กล่าว
ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวต่อไปว่า โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก สอดคล้องกับแนวคิดหลักขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (UN) ในการประกาศให้วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันอาหารโลก (World Food Day) เพื่อกระตุ้นการยกระดับโภชนาการและมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรโลก ด้วยการปรับปรุงสมรรถนะการผลิตและการกระจายผลิตผลการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนา ปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชน นำไปสู่การขจัดความหิวโหย
ซึ่ง 1 ในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การส่งเสริมการลงทุนในการเกษตร ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และการผสานความร่วมมือจากส่วนต่างๆในการถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ นำไปสู่การประยุกต์ปฏิบัติใช้ได้อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ส่วนสำคัญของแนวคิดคือ เกษตรกร อันเป็นกลจักรหลักในการผลิตสร้างอาหารมาเลี้ยงประชากรทั้งโลก นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาคมโลก
“สำหรับประเทศไทย การพัฒนาภาคการเกษตรกรรมต้องยึดหลักผสมผสานอย่างเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งเกษตรอินทรีย์และเกษตรจีเอพี (GAP) ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเกษตรปลอดภัย แต่ด้วยวิธีการที่ต่างกัน ดังนั้นนโยบายภาครัฐต้องสร้างมาตรฐานทั้งสองแบบ สำหรับเกษตร GAP ก็เป็นเครื่องยืนยันผลผลิตการเกษตรถึงคุณภาพและความปลอดภัยต่อการบริโภค ด้วยการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ดีกว่าการแบนหรือยกเลิกใช้สารเคมีโดยปราศจากทางออกที่ยั่งยืน” น.ส.อัญชุลี กล่าวย้ำ
ทั้งนี้เมื่อต้นเดือน ก.ย. 2561 เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เดินทางไปยื่นหนังสือ ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีความเห็นและมีมติยังไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วยพาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) แต่ให้จำกัดการใช้ภายใต้มาตรการควบคุมแทน และพร้อมร่วมมือกับภาครัฐจัดพื้นที่นำร่องการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยให้ทุกหน่วยงานได้พิสูจน์
สำหรับมาตรฐาน “จีเอพี” มาจากภาษาอังกฤษคือ “Good Agriculture Practices (GAP)” หมายถึงหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ซึ่งถือกำเนิดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) อย่างไรก็ตามมาตรฐาน GAP ไม่ได้ห้ามการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องใช้ภายใต้หลักการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ไม่เกิดอันตรายกับทั้งผู้บริโภครวมถึงตัวเกษตรกรเองด้วย
อีกด้านหนึ่ง บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด 1 ในผู้ผลิตเคมีภัณฑ์เกษตรรายใหญ่ของโลก ชี้แจงเนื่องในโอกาสวันอาหารโลก 16 ตุลาคม ประจำปี 2561 ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกังวลเรื่องสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร แต่เมื่อนำหลักวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี (OECD) มาประเมินความเสี่ยงร่วมกับการบริโภคอาหารแต่ละชนิดในแต่ละวันตลอดอายุขัยของคนไทยแล้ว
พบว่าค่ามาตรฐาน MRLs หรือ ค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุดที่สามารถมีได้ กำหนดไว้ต่ำกว่าจุดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็น 100 เท่าในผู้ใหญ่ และ 1,000 เท่าในเด็ก กรณีที่พบว่า ผลผลิตมีสารตกค้างเกินค่า MRLs ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ค่าตัวเลขที่เกินนั้น เกินจุดที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ และบริโภคผลผลิตนั้นซ้ำหรือต่อเนื่องทุกวันหรือไม่ ทั้งนี้ สามารถนำตัวเลขที่ตรวจพบมาวิเคราะห์และพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
คำชี้แจงของซินเจนทา กล่าวต่อไปว่า สำหรับในประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐที่คอยติดตามกำกับดูแลพืชผัก อาหาร ผลไม้ และประเมินความเสี่ยงต่อการบริโภคของคนไทยอย่างใกล้ชิด อีกทั้งพบว่าปัจจุบันยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับเวทีระดับโลกคณะทำงานร่วมระหว่างองค์กรอนามัยโลก หรือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน
“สิ่งสำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คนในสังคมและวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยสูงสุด เป็นวิธีการปฏิบัติที่ทุกประเทศทั่วโลกยอมรับว่าจะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมี ลดความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ รวมถึงช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคได้ด้วย” คำชี้แจงของซินเจนทา ระบุ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี