วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
พลเอกกัปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ และคณะอนุกรรมการ พร้อมด้วยนายลลิต ถนอมสิงห์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เดินทางไปติดตามความก้าวหน้าของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และเยี่ยมราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานวินิจฉัยเกี่ยวกับโครงการชลประทานในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่13 กันยายน 2521 ความว่า “โครงการเขื่อนเก็บน้ำห้วยน้ำใสเป็นโครงการระยะยาวต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ฉะนั้นควรพิจารณาก่อสร้างฝายทดน้ำ หรือเขื่อนทดน้ำคลองไม้เสียบ (ห้วยน้ำใสตอนล่าง) พร้อมระบบส่งน้ำเร่งด่วนก่อน เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกสองฝั่งคลองไม้เสียบก็จะช่วยสนับสนุนโครงการชลประทานฝายคลองไม้เสียบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”
กรมชลประทาน จึงได้เริ่มก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสในปี 2534 แล้วเสร็จในปี 2539 สามารถเก็บกักน้ำสูงสุดได้ถึง93.60 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรในเขตพื้นที่ชลประทาน ได้แก่ ฝายคลองไม้เสียบ จำนวน 66,502 ไร่ นิคมสร้างตนเองควนขนุน จำนวน 19,500 ไร่ และส่งน้ำให้กับพื้นที่รับประโยชน์บ้านควนมีชัยตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จำนวน 1,800 ไร่ นอกจากนี้ ยังเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำปากพนังอีกด้วย
นายยรรยง โกศลกาญจน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังตอนบนเปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริเมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2521
จากนั้นกรมชลประทานจึงดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2534 แล้วเสร็จในปี 2539 ใช้เวลาก่อสร้าง5 ปี สามารถเก็บกักน้ำสามารถปล่อยน้ำไปที่คลองไม้เสียบ พื้นที่ 35,000 ไร่ โดยอ่างเก็บน้ำมีน้ำใช้เพื่อการเกษตร 80 ล้านลูกบาศก์เมตรพร้อมขยายพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มเติม ด้วยการสร้างคลองส่งน้ำระยะทาง 145 กิโลเมตร สามารถขยายพื้นที่รับประโยชน์เป็น 66,000 ไร่ ในพื้นที่ทางตอนล่างของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำแบบท่อไปยังตำบลลานข่อย อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภคของราษฎร
หลังจากมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนการทำการเพาะปลูกจากพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน ด้วยระบบพืชสามชั้นในพื้นที่เดียวกัน เช่น แหล่งน้ำที่ทำการกักเก็บไว้ในพื้นที่จะเลี้ยงปลา พืชหน้าดินจะปลูกจำพวกพืชผักชนิดต่างๆ ปลูกพริก พืชระดับบนปลูกมะนาว หรือไม้ให้ผลที่ใหญ่กว่านั้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในภาวะราคายางพาราตกต่ำราษฎรก็สามารถนำผลผลิตจากพืชอื่นๆ มาจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้แบบประจำวัน
ส่วนพื้นที่ฝายคลองไม้เสียบปัจจุบันสามารถขยายพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 66,000 ไร่ ราษฎรบางรายปลูกไม้ผลเพิ่มเติม เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง ด้วยมีน้ำเพียงพอในช่วงหน้าแล้ง ส่วนพื้นที่นายังคงมีเช่นเดิมซึ่งเกษตรกรจะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน และทางโครงการได้สนับสนุนน้ำให้แบบกระจายอย่างทั่วถึงทำให้ได้รับผลผลิตอย่างเพียงพอในทุกปี
.jpg)
นอกจากนี้ น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปล่อยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่การเกษตรของราษฎรแล้วปลายคลองส่งน้ำก็มีการวางระบบให้เข้าไปยังป่าพรุควนเคร็ง ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเชียรใหญ่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศของป่าพรุโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งเพื่อลดการเกิดไฟป่าในป่าพรุควนเคร็ง อีกด้วย
ทางด้านนายนิยม คงเมฆ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลวังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เนื่องจากในอดีตราษฎรในพื้นที่ยังขาดองค์ความรู้ในการจัดการเรื่องอาชีพ เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ขึ้นมาเพื่อทำแผนแม่บทชุมชนขึ้นในปี 2542 แต่ขณะนั้นไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากขาดปัจจัยหลายด้าน จนปี 2545 ได้ดำเนินการใหม่
เนื่องจากมีน้ำเพียงพอด้วยได้รับน้ำจากโครงการห้วยน้ำใสฯ มาใช้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ซึ่งประสบความสำเร็จตามลำดับ ยังผลให้สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้อย่างครบวงจรในปัจจุบัน
ปีหนึ่งๆ มีราษฎรเข้ามาศึกษาดูงานกว่า100 คณะ เช่นปี 2560 ที่ผ่านมา มีเข้ามาศึกษาดูงานมากถึง 200 คณะ นับเป็นศูนย์ฯ ที่ติดลำดับต้นๆ ของพื้นภาคใต้ ที่ราษฎรร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา ที่ไม่ใช่เกิดจากการเข้ามาจัดตั้งและดำเนินการของส่วนงานภาครัฐ มีฐานเรียนรู้23 ฐาน ที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาให้กับราษฎรได้อย่างครบวงจร ตลอดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะเรื่องอาชีพ เช่นช่วงไหนยางพาราราคาตกต่ำ เกษตรกรก็สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางในการทำการเพาะปลูกเป็นพืชตัวอื่นๆ ที่ผลผลิตยังมีราคาและมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง
“ถือว่าตอนนี้อยู่ได้และการดำเนินงานประสบผลสำเร็จ เพราะมีการนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำไปใช้ในหลายกิจกรรม เช่น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงตะพาบน้ำ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม การเลี้ยงปลานิล ซึ่งปัจจุบันได้ราคาดีกิโลกรัมละ 100 บาท เลี้ยงปลาดุกขายได้กิโลกรัมละ 60-70 บาท ควบคู่กับการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ มีการปลูกพริก และมะนาวในกระถาง ที่สามารถขายได้ทั้งผลและกิ่งพันธุ์ อย่างกิ่งชำกิ่งตอนขายดีอยู่ที่ราคา 50 บาท ถึง 100 บาท ต่อกิ่ง แต่หากนำมาใส่กระถางแล้วขายจะได้ราคากระถางละ 400-500 บาท ผู้คนนิยมซื้อเพราะนำไปวางในพื้นที่ของตนเองแล้วรอผลผลิตได้เลย ก็ขอขอบคุณที่หน่วยงานราชการได้น้อมนำศาสตร์พระราชา มาส่งเสริมสนับสนุนให้กับพวกเราชาวเกษตรกรได้รับทราบ และนำมาปฏิบัติใช้ ทำให้ชีวิตอยู่ดีกินดีสามารถสร้างรายได้และเหลือเก็บเป็นทุนสำรองให้กับครัวเรือนเป็นอย่างดีมีความมั่นคงมากขึ้น” นายนิยม คงเมฆกล่าว
สำหรับพื้นที่ภาคใต้ มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวม 912 โครงการ โดยในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 66 โครงการแยกตามประเภทคือด้านแหล่งน้ำ 53 โครงการ ด้านสิ่งแวดล้อม 4 โครงการด้านการส่งเสริมอาชีพ 1 โครงการ ด้านสวัสดิการสังคม การศึกษา 4 โครงการ และด้านบูรณาการอื่นๆ 4 โครงการ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี