546.jpg
นับถอยหลังสู่ปี2564  ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์’ไทยพร้อม?

นับถอยหลังสู่ปี2564 ‘สังคมสูงวัยสมบูรณ์’ไทยพร้อม?

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นสภาวะที่สังคมหนึ่งๆ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยประเทศไทยนั้นเข้าสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดว่าในปี 2564 สัดส่วนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดสัมมนาการรับฟังข้อคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุด้วยวิธีการไต่สวนสาธารณะ (Public Inquiry) โดย วัส ติงสมิตร ประธาน กสม. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรสูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16 หรือ ประมาณ 11 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคน


ซึ่งเห็นได้ว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มอย่างรวดเร็ว จากเดิมในปี 2548 ที่มีประชากรสูงอายุที่ร้อยละ 10 โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีประชากรสูงวัยในสัดส่วนสูง แต่ประเทศเหล่านั้นไม่ได้เข้าสู่สังคมสูงอายุในระยะสั้นอย่างประเทศไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านั้นเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีเวลาเตรียมในการดูแลผู้สูงอายุ

“จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรที่รวดเร็วดังกล่าว การดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทุกฝ่ายควรช่วยกันคิดและหาวิธีรับมือเพื่อให้ผู้สูงอายุซึ่งกำลังจะกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ เพื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งนี้เรื่องสิทธิของผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญเฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความสำคัญในระดับระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วในระดับต่างๆ และหลายประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย” วัส กล่าว

ปธ.กสม. กล่าวต่อไปว่า องค์การทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น - UN) ได้มีการพิจารณาปัญหานี้มานาน และในปี 2545 ได้จัดทำแผนปฏิบัติการมาดริด หรือ “Madrid International Plan of Action on Ageing” เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ในการเตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุ และเมื่อเดือนธ.ค. 2553 ที่ประชุมสหประชาชาติได้มีมติให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ

*** “อัตราส่วนพึ่งพิง” หมายถึงสัดส่วนประชากรที่มีข้อจำกัดในการดูแลตนเอง แบ่งเป็นวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) และวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ต่อประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) 100 คน, ที่มา : รายงาน “สังคมสูงวัย...ความท้าทายประเทศไทย” โดย นายอนันต์ อนันตกูล

รวมทั้งความเป็นไปได้ในการจัดทำตราสารระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยคณะชุดทำงานจะมีการประชุมเป็นประจำทุกปี ด้วยเหตุผลนี้ กสม. จึงได้กำหนดให้เรื่องสิทธิของผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในยุทธศาสตร์ขององค์กรระหว่างปี พ.ศ.2560-2565 โดยมีแผนจะศึกษาปัญหาสิทธิของผู้สูงอายุด้านต่างๆ เพื่อจัดเสนอแนะต่อรัฐบาลให้แก้ไขหรือจัดทำให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กสม.ในฐานะ ประธานคณะทำงานจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุและคนพิการ เปิดเผยว่า กสม. ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิของผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2559 มีการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อดำเนินการเป็นการเฉพาะ โดยใช้วิธีการไต่สวนสาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

ศึกษาข้อมูลจากพยานหลักฐานต่างๆ เช่น งานวิชาการ การลงพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรหรือชมรมผู้สูงอายุ และนักวิจัยที่ดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ และส่งแบบสำรวจเรื่องปัญหาการละเลยทอดทิ้ง การใช้ความรุนแรง การล่วงละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ และกลไกการปกป้องคุ้มครอง ไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำร่างฯ

โดยร่างข้อเสนอแนะที่ กสม. ได้จัดทำขึ้น ประกอบด้วยประเด็นข้อเสนอแนะในสิทธิด้านต่างๆ ของผู้สูงอายุ 7 ด้าน ได้แก่ 1.สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่รัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยที่มีสภาพเหมาะสม 2.สิทธิด้านสุขภาพ รัฐควรจัดให้มีบุคลากรแผนกการรักษาเฉพาะที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ มีมาตรการจูงใจให้มีผู้สมัครเป็นผู้จัดการดูแล และผู้ดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น

3.หลักประกันรายได้ รัฐควรรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการออมเงินไว้ใช้จ่ายยามชราภาพ พัฒนารูปแบบการออมภาคบังคับสำหรับแรงงานนอกระบบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีระเบียบที่ชัดเจนในการเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยควรกำหนดให้มีการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุไม่เกินวันที่ 5 หรือภายในสัปดาห์แรกของเดือน 4.สิทธิในการมีงานทำ รัฐควรพิจารณาขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจ เร่งจัดทำมาตรฐานการทำงานของผู้สูงอายุ โดยกำหนดชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างรายชั่วโมงที่เหมาะสม

5.สิทธิในการศึกษาตลอดชีวิต โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควรส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยอาจดำเนินการในรูปแบบศูนย์การศึกษาและฝึกอาชีพผู้สูงอายุ 6.การคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในกรณีภัยพิบัติ ควรมีการระบุกลุ่มเปราะบางรวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแต่ละพื้นที่ และกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุอย่างชัดเจน

และ 7.การคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุจากการถูกทอดทิ้งและการแสวงประโยชน์รัฐควรสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังคุณธรรมให้บุตรมีความรับผิดชอบดูแลบิดามารดาเพื่อป้องกันปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุ และควรจัดให้มีบริการดูแลผู้สูงอายุแบบไป-กลับในชุมชนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่สมาชิกอื่นต้องออกไปทำงานระหว่างวัน ปรับวงเงินการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและถูกทอดทิ้งให้เพียงพอแก่การยังชีพอยู่ได้

ทางด้าน นางไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ตลอด 3-4 ปี ที่ผ่านมา ทางกรมกิจการผู้สูงอายุได้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นเรื่องการวางยุทธศาสตร์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องของผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

โดยมาตรการในการพัฒนาผู้สูงอายุในปี 2562 ที่สำคัญคือ “ความยั่งยืน” จะเน้นเรื่องการดำเนินงานในด้านการคุ้มครองผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุที่ยากลำบาก ถูกทอดทิ้ง ไม่มีคนดูแล จะได้ครั้งละ2,000 บาท ซึ่งจะผลักดันให้เป็นเดือนละ 2,000 บาท เนื่องจากในระเบียบการช่วยเหลือผู้สูงอายุ จะได้เงินช่วยครั้ง 2,000 บาท ใน 1 ปี จะขอได้ไม่เกิน 3 ครั้ง หรือแค่ 6,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่น้อยในการดูแลผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้คนในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุเข้ารับการฝึกฝนเป็นอาสาสมัครครอบครัว หรือ อสค. เพื่อสนับสนุนให้คนในครอบครัวสามารถดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้นได้ และยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามผู้สูงอายุ ที่มีการติดตั้งนาฬิการะบบอัจฉริยะเพื่อการติดตามดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงคุณภาพการดูแลประชากรสูงอายุในพื้นที่ ซึ่งได้ทำจริงแล้วในพื้นที่ของเทศบาลแสนสุข จ.ชลบุรี

โดยทั่วไปสังคมสูงวัยเป็นปรากฏการณ์ที่มักพบเห็นในประเทศพัฒนาแล้วที่ผู้คนแต่งงานช้าและมีลูกน้อยลง ซึ่งก็ทำให้ภาครัฐต้องปรับโครงสร้างนโยบายหลายเรื่อง เช่น การจ้างงาน การเกษียณอายุ การจ่ายสวัสดิการสังคมดังนั้นเมื่อมาเกิดในประเทศไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายได้สูงสภาพปัญหาจึงรุนแรงขึ้นไปด้วย ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายทั้งปกติและเมื่อยามเจ็บป่วย

เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเศษๆ ให้เตรียมตัวเท่านั้น..กลไกต่างๆ ทั้งในและนอกภาครัฐพร้อมแค่ไหน?

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top