"กฤษฏา ฟุ้งแก้หนี้เกษตรกรกองทุนฟื้นฟูฯคืบหน้ากว่า4.6 แสนราย พร้อมส่งม็อบกฟก.กลับภูมิลำเนา รอฟังผลวินิจฉัยศาลปกครอง ให้กฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำหรือไม่ หลังปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯร้องแก้หนี้นานเกือบ1 เดือน "
22 พ.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.เฉพาะกิจ)ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ครบวาระ180 วันเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ซึ่งที่ผ่านมาเร่งเจรจากับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ทั้งธนาคารรัฐและ ธนาคารพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ โดยครม.มีมติเมื่อวันที่ 2 ต.ค.เห็นชอบในหลักการแก้หนี้ให้กับเกษตรกรลูกหนี้
ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)เจ้าหนี้ ได้ตัดยอดหนี้ลงร้อยละ50 และหยุดดอกเบี้ยเก่า ให้ผ่อนชำระส่วนที่เหลือดอกเบี้ยอัตรา3-4% ระยะเวลา15 ปี โดยมีเกษตรกรที่เป็นหนี้เสีย กว่า 3.6 หมื่นรายได้รับประโยชน์ครั้งนี้ รวมทั้งในกลุ่มนี้มีเกษตกรรประมาณ 2 หมื่นราย เป็นหนี้ไม่เกิน3 แสนบาท ทางธกส.จะดูแลเป็นรายบุคคลลดให้อีกเหลือผ่อนชำระไม่ถึง ร้อยละ20-30 % เพราะบางรายผ่อนมานานอาจท่วมต้นแล้ว ดังนั้นขอให้เกษตรกรไปติดต่อกับธกส.และสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพื่อรับรู้เงื่อนไขต่างๆในการแก้ไขหนี้ตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลัง เพื่อช่วยให้เกษตรกรกลับสู่อาชีพได้อย่างเข้มแข็ง
.jpg)
ทั้งนี้ยังมีกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายหนี้สินกฟก.นำโดยนางนิสา คุ้มกอง แกนนำและเกษตรกรกว่า 150 คน ไม่ยอมรับมติดังกล่าวมาปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ปลายเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เรียกร้องกองทุนฟื้นฟูฯบริหารจัดการโดยซื้อหนี้สินของเกษตรกรที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จากสถาบันเจ้าหนี้ แต่ใช้บุคคลค้ำประกันและให้กระทรวงเกษตรฯประสานเจ้าหนี้ที่เป็นสหกรณ์การเกษตรชะลอการบังคับคดีระหว่างการแก้ไขปัญหาหนี้ของคณะกรรมการกองทุนฯเฉพาะกิจตามคำสั่ง คสช.ไว้ก่อนรวมทั้งขอให้มีการเปิดรับขึ้นทะเบียนเกษตกรประจำปีใหม่เหมือนทุกปีที่กฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯกำหนดไว้
ตนมอบให้เจ้าหน้าที่ลงไปชี้แจงรวมทั้งประสาน กอ.รมน.ส่งแม่ทัพน้อยที่ 1 และเจ้าหน้าที่มาร่วมเจรจาทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ เช่นกรณีการเปิดขึ้นรับการขึ้นทะเบียนใหม่ พร้อมให้ชะลอการบังคับคดีไว้ก่อนระหว่างการแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินอื่นๆ
นายกฤษฏา กล่าวว่าในส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกันแทนการใช้หลักทรัพย์นั้น ล่าสุดได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่าทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และกฤษฎีกาได้ตีความแล้วว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะเดียวกันมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งไปยื่นฟ้องศาลปกครองไว้ด้วย จึงต้องรอการตัดสินของศาลปกครองก่อนว่าจะเข้าไปแก้ไขหนี้สินเกษตรกรกรณีบุคคลค้ำได้หรือไม่ ซึ่งเกษตรกรยอมรับคำชี้แจงและยินยอมสลายการชุมนุม พร้อมกันนี้ตนประสานรมว.คมนาคม ขอรับการสนับสนุนรถยนต์บัส จำนวน 2 คันเพื่อใช้เป็นพาหนะอำนวยความสะดวกเกษตรกรข้างต้นเดินทางกลับภูมิลำเนาจังหวัดชัยนาทและอุทัยธานีเรียบร้อยแล้ว
.jpg)
สำหรับผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่สำคัญเร่งด่วนตามคำสั่งหัวหน้าคสช. มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 60) มีความประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้แล้ว จำนวน 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะดำเนินการจัดการหนี้ได้จำนวน 55,515 ราย วงเงิน 9,796 ล้านบาท แยกเป็น 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเร่งด่วนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีหรือขายทอดตลาดตามคำพิพากษา เกษตรกรถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด 4,643 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ผลการเจรจา ได้แก่
ชะลอดำเนินการทางกฎหมาย 2,299 ราย เจ้าหนี้ดำเนินการทางกฎหมาย 444 ราย เกษตรกรชำระหนี้เองง 158ราย และไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจา 1,742 ราย 2.กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในกรณีต่างๆ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ได้แก่ กรณีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 อนุมัติให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการซื้อหนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ รวม 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวมจำนวน 642.54 ล้านบาท
ขณะที่ กรณีเกษตรกรขาดคุณสมบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรลูกหนี้ ได้แก่ 1.ลูกหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสมาชิกมีหนี้เสีย 36,605 ราย วงเงินเป็นหนี้ 6,382.67 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,829.38 ล้านบาท ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 61
.jpg)
โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมด สามารถผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 15 ปี ผ่อนเรียบร้อย ดอกเบี้ยจะพิจารณายกให้ และนำเงินต้นครึ่งหนึ่งที่พักชำระหนี้ไว้มาปรับโครงสร้าง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร 2.ลูกหนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เกษตรกรสมาชิกมีหนี้เสีย 2,389 ราย วงเงินเป็นหนี้ 630.59 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างธนาคาร
ทั้งสองนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม. 3.ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 573 ราย วงเงินเป็นหนี้ 383.45ล้านบาท ให้เกษตรกรลูกหนี้ชำระเพียงร้อยละ 50 ของเงินต้นคงค้างเพียงครั้งเดียว ภายใน 30 มิ.ย. 62 4.ลูกหนี้ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 15,973 ราย วงเงินเป็นหนี้ 2,345.01 ล้านบาท โดย ยินยอมให้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรชำระหนี้แทนได้ 238 สหกรณ์ สมาชิก 1,398 ราย วงเงินเป็น หนี้ 599.10 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้สหกรณ์ฯ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น การลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระฯ เป็นต้น โดยสหกรณ์จะช่วยเหลือ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และ5.ลูกหนี้ของนิติบุคคลอื่น ได้มีการเจรจากับนิติบุคคลต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกร โดยนิติบุคคลให้ลูกหนี้ติดต่อโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือ
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี