546.jpg
'บิ๊กสพฐ.'ชี้ผลสอบ O-NET ป.6-ม.6 ภาพรวมมีคะแนนสูงขึ้น

'บิ๊กสพฐ.'ชี้ผลสอบ O-NET ป.6-ม.6 ภาพรวมมีคะแนนสูงขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.47 น.

2 เม.ย.62 นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ในปีการศึกษา 2561 ที่ผ่านมา ว่า ในภาพรวมถือว่าได้รับความพึงพอใจในระดับที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ถึงระดับที่คาดหวัง เนื่องจากตั้งเป้าหมายไว้มากขึ้น สำหรับจำนวนผู้เข้าสอบทั่วประเทศ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6(ป.6) มีจำนวน 701,484 คน เป็นนักเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 443,839 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) ทั่วประเทศ จำนวน 645,685 คน เป็นนักเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 474,487 คน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6(ม.6) ทั่วประเทศ จำนวน 372,553 คน เป็นนักเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 287,643 คน 

เมื่อเปรียบเทียบผลการสอบ O-NET ระหว่างปีการศึกษา 2561 กับ 2560 ในภาพรวมของโรงเรียนในแต่ละกลุ่มพื้นที่ อาทิ โรงเรียนที่อยู่ในพื้ที่เกาะ แก่ง โรงเรียนในพื้นที่สูง ปรากฏว่าภาพรวมมีคะแนนสูงขึ้นในทุกวิชา แตมีโรงเรียนในเกาะ แก่งที่วิชาคณิตศาสตร์แต่ยังต่ำอยู่ โดยในปี 2561 ได้ 33.61 ปี 2560 ได้ 33.95 ถือว่าต่ำลงไม่มาก ส่วนวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และรวมทุกกลุ่มสาระ ปี 2561 มีคะแนนสูงขึ้นหมด


ทั้งนี้ สำหรับผลการสอบ O-NET ชั้น ป.6 ระหว่างปีการศึกษา 2561 กับ 2560 ของโรงเรียนในพื้นที่สูง เช่น จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก พื้นที่ตอนบนที่มีนักเรียนชนเผ่า ก็มีผลการสอบสูงขึ้น แต่วิชาคณิตศาสตร์ก็ยังต่ำกว่าปี 2560 เล็กน้อย ส่วนวิชาอื่นๆสูงกว่าปี 2560

แต่ภาพรวมผลการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนในเมือง โรงเรียนในชนบท โรงเรียนในเกาะแก่ง และในพื้นที่สูง คะแนน O-NET สูงขึ้นทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น สพฐ.ก็ได้ใช้วิธีการเติมด้านปัจจัยไปให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนบนเกาะแก่ง และพื้นที่สู่ง เช่น จัดที่พักนอน อาหารกลางวัน จัดให้มีระบบการเรียนการสอนผ่านระบบทางไกลผ่านดาวเทียม(DLTV) ลงไปให้ โดยเฉพาะโรงเรียนในเกาะ แก่ง สพฐ.ยังได้เติมครู ครุภัณฑ์ และงบประมาณไปให้เพียงพอ จึงถือว่าได้กระจายโอกาสทางคุณภาพการศึกษา เริ่มด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ

“ที่เราภูมิใจมากๆ ที่ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนด้วย DLTV ผลการสอบ O-NET ของนักเรียนสูงขึ้นทุกวิชา และโรงเรียนที่ใช้ ระบบ DLTV สพฐ.ไม่ได้เติมงบลงไปให้เลย เป็นการพัฒนาระบบการสอนของต้นทางที่คัดเลือกครู การพัฒนาครู การเตรียมแผนการสอน บันทึกส่งให้ครูเตรียมการสอนก่อน 3 วัน และเป็นระบบ DLTV ที่หยุดได้เพิ่มได้ หรือสอนที่หลังก็ได้ ทำให้คะแนนของเด็กสูงขึ้น ส่วนโรงเรียนบนที่สูงต้องเติมเงินไปให้ เช่น จัดครูไปให้ จัดอาหารกลางวัน และที่พักนอนให้ แต่โรงเรียนในเกาะแก่ง ใช้ระบบ DLTV ของมูลนิธิทางไกลผ่านดาวเทียมส่งสัญญาณไปให้ เพียงจัดทีวีไปให้โรงเรียนถือว่าลงทุนน้อยแต่ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่มีกลุ่มโรงเรียนใดมีคะแนน O-NET ต่ำลงเลย ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนที่ใช้ระบบทางไกลผ่านดาวเทียม(DLTV) จำนวน 13,000 โรง”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนผลการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนโครงการ Partnership shcool ปัจจุบันมี 50 กว่าโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้าไปร่วมบริหาร พบว่ามีคะแนนสูงขึ้นมากในทุกวิชา เช่น วิชาภาษาไทย ปี 2560 ได้ 44.79 ปี 2561 ได้ 56.26 วิชาคณิตศาสตร์ 35.07:37.5, วิชาวิทยาศาสตร์ 38.53:40.27, วิชาภาษาอังกฤษ 32.21:36.69 และรวมทุกกลุ่มสาระ จาก 37.65 ขึ้นเป็น 42.68 ดังนั้น จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงมาก

ส่วนโรงเรียนประชารัฐ รุ่น 1,2,3 ซึ่งมีทั้หมด 3,000-4,000 โรง ผลการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 ก็มีคะแนนสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ยกเว้นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เกาะ แก่ง ที่คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ยังไม่สูงขึ้นจากปี 2560 เพียงเศษนิยม ดังนั้น จะได้ไปเร่งในวิชาคณิตศาสตร์ของโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งขณะนี้กำลังวิเคราะห์ในสาระทั้งหมดอยู่ รวมถึงมีครูสอนคณิตศาสตร์ซึ่งมีน้อย
“จุดอ่อนของโรงเรียนเกาะแก่ง โรงเรียนพื้นที่สูง และโรงเรียนที่เด็กได้คะแนนวิชาคณิตยศาสตร์ต่ำ ก็จะไปส่งเสริมให้โรงเรียนมีระบบระบบทางไกลผ่านดาวเทียม(DLTV) เพราะโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมดที่มีครูไม่ครบชั้น มีครูไม่ครบเอก แต่โรงเรียนใช้ระบบDLTV คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้น ทางออกของโรงเรียนที่ยังมีคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ที่ยังต่ำอยู่ ในปีการศึกษาหน้าจะเริ่มให้ใช้ DLTV เข้าไปในระบบการเรียนการสอน”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนโรงเรียนแข่งขันสูง (ยอดนิยม) พบว่าผลการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 มีคะแนนสูงขึ้นทุกวิชา อย่างเช่น วิชาภาษาไทย สูงขึ้นถึงร้อยละ 66.29 ซึ่งในปี 2560 คะแนนอยู่ที่ร้อยละ 56.68 ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ ร้อยละ 55.26 ปี 2560 อยู่ที่ 51.27 แต่มีวิชาวิทยาศาสตร์ ที่คะแนนยังต่ำกว่าร้อยละ 50 ดังนั่น สพฐ.จะส่งสัญญาณให้โรงเรียนแข่งขันสูง เน้นในวิชาวิทยาศาสตร์ และจะมาวิเคราะห์หาสาระที่ทำให้คะแนนในวิชานี้ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งนโยบายรัฐบาลตั้งแต่เข้ามา ก็เน้นเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายโอกาส การส่งเสริมให้โรงเรียนมีระบบ DLTV และเน้นวิชาภาษาไทย

ส่วนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นนมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) เปรียบเทียบระหว่าง ปีการศึกษา 2561 กับ ปีการศึกษา 2560 ทั้งโรงเรียนในพื้นที่เกาะ แก่ง โรงเรียนที่จัดการเรียนด้วยระบบ DLTV โรงเรียนประชารัฐและโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พบว่าวิชาภาษาไทย สูงถึง ร้อยละ 80.92 วิชาคณิตยศาสตร์ ร้อยละ 83.68
วิชาภาษาอังกฤษ 52.33 ส่วนโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ไปต่อสายอาชีพ การสอนอาจไม่เน้นภาษาอังกฤษ แต่ผลการประเมินวิชาการสื่อสารสูงขึ้น ดังนั้น สพฐ.จะเข้าไปส่งเสริมการจัดโปรแกรมการสอนวิชาภาษาอังกฤษ 

ส่วนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นนมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) เปรียบเทียบระหว่าง ปีการศึกษา 2561 กับ ปีการศึกษา 2560 ทั้งโรงเรียนในพื้นที่เกาะ แก่ง และโรงเรียนที่จัดการเรียนด้วยระบบ DLTV คะแนนสูงขึ้นทุกวิชา ยกเว้นวิชาภาษาไทย ที่คะแนนลดลง สพฐ.จะไปวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออาจจะเกิดจากแรงจูงใจที่เด็กไปเรียนต่อจึงทุ่มให้กับวิชาหลัก เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตยศาสตร์ สังคม มากกว่า หรืออาจจะเป็นไปได้ที่ 4 ปีที่แล้วก่อนที่รัฐบาลนี้ยังไม่ได้เข้ามาเน้นเรื่องการอ่านออกเขียนได้ จึงอาจจะส่งผลต่อคะแนนเด็ก ม.6

“ผมได้สำรวจความคิดเห็นจากครู 29,000 กว่าคน เป็นครู 18,450 คน เป็นผอ .8,000 กว่าคน และนักเรียน 900 กว่าคน พ ผู้ปกครอง 500 กว่าคน ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา 100 กว่าคน ศึกษานิเทศ 100 กว่าคน โดยครูส่วนใหญ่จำนวน 24,000 คน ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษามากที่สุดคือ การลดภาระงานของครู ที่สพฐ.จัดเจ้าหน้าที่ธุรการไปให้กับโรงเรียน ซึ่ง สพฐ.ได้จัดงบปกติ ประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท เพื่อให้โรงเรียนมีธุรการ โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายจะให้เพิ่มลงไปอีกหมื่นกว่าโรงเรียนโดยใช้เงิน 2พันกว่าล้านบาท ในอัตรรเงินเดือนๆละ 9,000 บาท ซึ่งงบเหล่านี้ได้มาจากประหยัดในแต่ละโครงการมาใช้ และสิ่งที่ครูพอใจอันดับ 2 คือ การส่งเสริมสร้างความเท่าเทียมด้วยการใช้ไฮสปีตอินเตอรเน็ตโรงเรียน โดยให้โรงเรียนหาผู้ให้บริการเอง ใช้งบรวม 800 ล้านบาท

ซึ่งในอดีเหมารวมจากส่วนกลางมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,500ล้านบาท จึงลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ และสิ่งที่ครู 7,000 คน บอกว่าส่งผลเป็นอันดับ 3 คือ การที่ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ลงตรวจเยี่ยมโรงเรียน ไปเสนอะแนะ ไปดูปัญหาและให้ความช่วยเหลือโรงเรียน”นายบุญรักษ์ กล่าว และว่า
ส่วนโครงการที่ส่งผลให้ครู 63% คือโครงการอ่านออกเขียนได้ ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ และโครงการ DLTV รวมถึงโครงการคูปองครู นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ส่วนกิจกรรมที่ส่งผลดีกับครู คือกิจกรรมทบทวนบทเรียนก่อนสอบ และการส่งเสริมให้ครูสอนตามตัวชี้วัด และการพัฒนาข้อสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาที่ตรงหลักสูตรมากขึ้น เป็นต้น
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top