546.jpg
เปิด2นวัตกรรมเด่นภาคท่องเที่ยว รักษ์สิ่งแวดล้อม-กระจายรายได้สู่ชุมชน

เปิด2นวัตกรรมเด่นภาคท่องเที่ยว รักษ์สิ่งแวดล้อม-กระจายรายได้สู่ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“การท่องเที่ยว” เป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยดังข้อมูลจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในปี 2561 มีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 38 ล้านคนคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 2 ล้านล้านบาทขณะที่มีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ164 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ “ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ของโลก ด้านประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว” โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg)

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ “เอ็นไอเอ-NIA” สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้เปิดตัว 2 นวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว คือ “ทราเวล พาส (Trawell PASS) : แพลตฟอร์มนำเที่ยววิถีชุมชน” ที่ช่วยแนะนำย่านชุมชน ร้านค้าสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง และ “มูฟ (MuV) : รถตุ๊กตุ๊กคนเมืองพลังงานไฟฟ้า” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ทราเวล พาส (Trawell PASS) : แพลตฟอร์มนำเที่ยววิถีชุมชน ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ City & Community Innovation Challenge 2018 ด้านเมืองแห่งความเท่าเทียม โดยเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกับคนท้องถิ่นเพื่อใช้นำเสนอและบริหารจัดการการท่องเที่ยววันเดียว กิจกรรม สินค้า และการเดินทาง

รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการของคนท้องถิ่นให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่น (Hidden Gems) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นได้สะดวกมากขึ้น ขณะที่มูฟ (MuV) : รถตุ๊กตุ๊กคนเมืองพลังงานไฟฟ้า เป็นนวัตกรรมเพื่อลดการใช้น้ำมัน ใช้งานง่าย ปลอดภัย และสะดวกต่อการเดินทาง ซึ่งเป็นธุรกิจการเดินทางตอบโจทย์กับเศรษฐกิจสีเขียว และยังนำเอกลักษณ์ของ “ย่านรัตนโกสินทร์” ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาพัฒนาเป็นธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม

นายพันธุ์อาจ กล่าวต่อไปว่า ย่านรัตนโกสินทร์ถือเป็นย่านที่เต็มไปด้วยแหล่งงานสร้างสรรค์ (Creativity) ศิลปะ (Art) วัฒนธรรม (Culture) ตลอดจนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่สำคัญและโดดเด่นอย่างมีอัตลักษณ์ กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมภายในย่าน คือ กลุ่มธุรกิจทางด้านศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยในแต่ละชุมชนความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป เช่น “ท่าเตียน”ย่านศูนย์กลางการค้าขายนับแต่อดีต

“ปากคลอง” บทบาทของปากคลองซึ่งเป็นแหล่งค้าส่งผักและผลไม้ ตลาดค้าปลีกที่ได้เชื่อมโยงสินค้าไปสู่ตลาดเล็กๆ ในพื้นที่ชั้นในของ กทม. จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก “ท่าช้าง” การค้าภายในย่านนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ผ่านการปรับปรุงอาคารที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้น พื้นที่ท่าวังและท่าพระจันทร์-เป็นสถานศึกษา รายล้อมด้วยโบราณสถานอันทรงคุณค่า “บางลำพู” ย่านที่มีองค์ประกอบของพื้นที่ ทั้งที่อยู่อาศัยและการค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แนวทางที่สำคัญในการยกระดับย่านดังกล่าว จำเป็นต้องดึงกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดีย พบปะพูดคุย ซึมซับวิถีการดำเนินชีวิตของนักเดินทาง นักท่องเที่ยว ผู้อยู่อาศัย พร้อมผสมผสานสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ให้ตอบโจทย์สังคมและตลาด นอกจากนี้ ยังต้องต่อยอดทักษะที่มีอยู่ในชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ 3 เครื่องยนต์ใหญ่อย่าง “เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์” สู่สินค้า บริการ และการสร้างงาน สร้างอาชีพ

ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยังกล่าวอีกว่า การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมโดย NIA แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่“โครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลกระทบสูง” เป็นโครงการที่ NIA ริเริ่มและกำหนดโจทย์ในการพัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งให้เกิดการขับเคลื่อนโครงการที่มีผลกระทบเชิงสังคมสูง ภายใต้ในวงเงินไม่เกินโครงการละ 1.5 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการหลัก คือ

1.โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Village) ที่เน้นแก้ไขปัญหาจากชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยอาศัยรูปแบบกลไกการขยายผลนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Diffusion) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านสังคมปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ด้วยนวัตกรรมรูปแบบต่างๆ ที่มีการพัฒนาต้นแบบหรือโมเดลที่สำเร็จแล้ว ให้สามารถกระจายสู่ชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในจังหวัดยากจนของประเทศ หรือพื้นที่เป้าหมายนำร่อง

และ 2.โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน (City & Community Innovation Challenge) ที่สามารถผลักดันไปสู่การใช้งานจริงเพื่อแก้ไขปัญหาในสังคมเมืองและชุมชนโดยเปิดรับข้อเสนอในหลากหลายมิติ จากนั้นจะมีการตัดสินแนวคิดที่ดีและมีโอกาสในการขยายผล ซึ่งองค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อนำไปดำเนินการจริงในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป โดยในปีนี้มี 3 หัวข้อ ได้แก่ นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ การบริการสาธารณะและการยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

กับ “โครงการนวัตกรรมแบบเปิด” ให้ความสำคัญต่อประเด็นการพัฒนาสาขาธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างความสามารถทางนวัตกรรมของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคมที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมุ่งเน้นในประเด็นนวัตกรรมเชิงสังคม 9 ด้าน คือ 1.ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2.ด้านความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร น้ำ และพลังงาน

3.ด้านภาครัฐและการศึกษา 4.ด้านการเงินการจ้างงาน และสวัสดิการสังคม 5.ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน 6.ด้านความเป็นเมือง 7.ด้านสุขภาพ 8.ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และ 9.ด้านการจัดการภัยพิบัติ ภายใต้ 4 แผนงานได้แก่ Social Innovation Driving Unit-SID หรือหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมเพื่อเป็นการสร้างนวัตกรด้านสังคมและกิจการเพื่อสังคม ด้วยกิจกรรมการอบรม และบ่มเพาะSocial Innovation Network

เน้นกิจกรรมสร้าง Eco System ร่วมกับเครือข่าย Social Innovation Project เป็นการสนับสนุนเงินทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบเงินให้เปล่า และ Social Innovation Monitoring ให้ความสำคัญกับการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม ทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ในเมืองใหญ่ ระดับภูมิภาค ชุมชน กลุ่มจังหวัดยากจน รวมถึงในย่านนวัตกรรม เพื่อเป็นโอกาสในการเพิ่มความน่าอยู่อาศัย และยกระดับการดำเนินชีวิตของประชากรในแต่ละพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ นายสุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า นวัตกรรมเพื่อสังคมในบริบทของ NIA คือ การประยุกต์ใช้ความคิดใหม่และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่ความเท่าเทียมกันในสังคม และสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ที่ผ่านมา NIA ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกการสนับสนุนใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การริเริ่มโครงการ การบ่มเพาะโครงการ การดำเนินโครงการนำร่อง และการขยายผลโครงการ โดยมีการพิจารณาภายใต้เกณฑ์ความเป็นนวัตกรรม ไตรกำไรสุทธิ (คน สิ่งแวดล้อม ธุรกิจ) และความยั่งยืนของโครงการ ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปี มีการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมไปแล้วกว่า 140 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 146 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวม 860 ล้านบาท” นายสุภาพ กล่าว

สำหรับ “ทราเวล พาส (Trawell PASS) :แพลตฟอร์มนำเที่ยววิถีชุมชน” นั้น เกิดจากไอเดียของ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ กรรมการบริษัท มหาชุมชน จำกัด ที่เห็นว่า ทุกสถานที่ท่องเที่ยวมักมีรูปแบบของการขายสินค้าและบริการที่ถูกผลิตซ้ำๆ เนื่องจากคนท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบสานอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถพัฒนาสินค้าและบริการมาแข่งขันได้ ท้ายที่สุดคนดั้งเดิมต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ ถูกไล่รื้อที่ดินเพื่อเปลี่ยนพื้นที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่พาณิชย์ หรือจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเพราะสภาพแวดล้อมของเมืองเปลี่ยนแปลงไป

จึงเป็นที่มาของการเข้าไปทำงานร่วมกับคนท้องถิ่นดั้งเดิม กลุ่มช่างหัตถกรรม ช่างศิลป์ ร้านอาหารท้องถิ่นประจำย่าน ร้านค้าแผงลอย และร้านค้าต่างๆ ในท้องถิ่น เพื่อร่วมพัฒนา ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น นำเสนอของดีท้องถิ่นผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ (Social Media) จัดการท่องเที่ยวในชุมชนด้วยชุมชน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากงานฝีมือของชาวบ้าน โดยเป้าหมายคือ สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงของคนในชุมชน รักษาอัตลักษณ์ของชุมชนเอาไว้ สนับสนุนให้เมืองที่กำลังพัฒนาไปนั้นเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ และเป็นเมืองของทุกคนที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

ส่วน “มูฟ (MuV) : รถตุ๊กตุ๊กคนเมืองพลังงานไฟฟ้า” นั้นมาจากไอเดียของ นายกฤษดา กฤตยากีรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเออร์เบิน โมบิลิตี้ เทค จำกัด ที่ระบุว่า สืบเนื่องจากนานาประเทศให้ความสนใจต่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) เพื่อลดปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เมื่อประกอบกับราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการส่งเสริมของรัฐบาลไทยที่ต้องการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์อันเป็นภาคการผลิตที่แข็งแกร่งให้หันไปสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าตามกระแสโลก

จึงพัฒนารถตุ๊กตุ๊กที่มีโครงสร้างเป็น Space Frame และมีระบบ Feedback Control ในการควบคุมความเร็วและสมดุลของรถ ส่งผลให้มีความปลอดภัยสูงกว่ารถตุ๊กตุ๊กที่ขับขี่อยู่บนท้องถนนในปัจจุบัน อีกทั้งมีระบบบริหารจัดการพลังงานให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด วางแผน และแจ้งเตือนการประจุแบตเตอรี่และสถานีประจุผ่านหน้าจอแสดงผล พร้อมกันนี้ ยังพัฒนาระบบประจุแบตเตอรี่เพื่อบริหารจัดการการประจุแบตเตอรี่ชนิดรวดเร็วภายในครึ่งชั่วโมง ส่วนที่เลือกพัฒนารถตุ๊กตุ๊กนั้นเพราะเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศไทย

ทั้ง 2 โครงการนั้นตอบโจทย์ “เศรษฐกิจ 4.0” ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มมูลค่าสิ่งดีดีที่มีอยู่แล้วในชุมชนอย่างแท้จริง!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top