546.jpg
ชีวิตตายทั้งเป็น! แม่ลูก6บุกร้อง สธ.ตรวจเอดส์ผิดพลาด โดนสังคมตีตรานาน5ปี

ชีวิตตายทั้งเป็น! แม่ลูก6บุกร้อง สธ.ตรวจเอดส์ผิดพลาด โดนสังคมตีตรานาน5ปี

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.02 น.

ทนายความนำเหยื่อตรวจเอดส์ผิดพลาด บุกร้องสธ.ขอความเป็นธรรม หลังโดนสังคมตีตราตั้งข้อรังเกียจมานาน 5 ปี ต้องย้ายบ้านหนี ส่วนลูก 2 คนต้องกินยาต้านไวรัสเอชไอวีแถมไม่มีใครกล้าเล่นด้วย ด้านสธ.ตั้งกก.สอบหาข้อเท็จจริงแล้ว

เมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 2562 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ และประธานเครือข่าวรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนางมณีรัตน์ คงหอม ผู้เสียหายจากกรณีตรวจเอชไอวีผิดพลาด จาก รพ.ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าใจผิดว่าเป็นเอดส์นาน 5 ปี  เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยมีนพ.พิทักษ์พล บุญยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 11 เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียน


นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ต้องการขอความเป็นธรรม เนื่องจาก รพ.ทุ่งสงตรวจเอชไอวี ผิดพลาด ทำให้สังคมเข้าใจตนและลูกผิด คิดว่าติดเชื้อเอชไอวีนานถึง 5 ปี และลูกทั้ง 2  คน ต้องรับยาต้านไวรัส แต่สำหรับตนนั้นไม่ได้กินยาต้าน เนื่องจากท้อแท้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ และเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย

สำหรับตนมีลูกทั้งหมด 6 คนกับ สามี 2 คน โดยไปคลอดลูกที่ รพ.ทุ่งส่ง ในลูกคนที่ 4 และ 5 แพทย์ระบุพบเชื้อเอชไอวีในเลือด  ทำให้ทั้งตนและลูกต้องรับยาต้าน แต่ตนไม่กินแต่ยังให้ลูกคนที่ 4-5 ทานยาอย่างต่อเนื่องมานาน 5 ปี ลูกแข็งแรงดี แต่ไม่รู้ว่า มีผลข้างเคียงในระยะยาวหรือไม่ ที่ผ่านมาชีวิตลำบาก เพราะถูกตีตราจากสังคมรอบข้างคนหากว่าป่วยเอดส์ ไม่กล้าไปรับลูกคนโตที่โรงเรียนและถูกเพื่อนล้อว่า แม่เป็นเอดส์มารับแล้ว  ลูกจึงไม่อยากให้เป็นรับอีก

นางมณีรัตน์ กล่าวว่า ขณะเดียวตนต้องทำงานก็จ้างคนเลี้ยง คนเลี้ยงก็รังเกียจลูกทั้ง 2 คน ข้างบ้านก็ไม่มีเด็กเล่นด้วย จนต้องย้ายครอบครัวไปพิษณุโลก และพบสามี คนที่ 2 และมีลูกคนที่ 6 และไปคลอดที่ รพ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก โดยไม่ได้มีการฝากครรภ์และเมื่อคลอดถึงรู้ว่า ลูกไม่ติดเชื้อเอชไอวี และตนก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน ทางโรงพยาบาลก็มีการตรวจยืนยันอีก 3 ครั้งก็ไม่พบ จึงนำลูกอีก 2 คน คือคนที่ 4 และ 5 ไปตรวจ ก็ไม่พบเชื้อเอชไอวีเช่นกัน

นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่าต้องการขอความเป็นธรรม อยากอยู่ในสังคม และอยากให้คนรอบข้างรู้ว่า ตนและครอบครัวไม่มีใครป่วยหรือติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้อยากให้กระทรวงสาธารณสุข ถอดชื่อตนและลูก ออกจากบัญชีผู้ติดเชื้อ ขณะเดียวต้องการให้โรงพยาบาลแสดงความรับผิดชอบ หลังจากที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลระบุว่าจะจ่ายเงินเยียวยา 50,000 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ จนกระทั่งมาร้องศูนย์ดำรงธรรม ก็เงียบ จึงได้มาร้องต่อสภาทนายความ

อย่างไรก็ตามคำชี้แจงของโรงพยาบาลที่ผ่านมาระบุว่าเป็นความผิดพลาดของเครื่องมือในการตรวจไม่ใช่แพทย์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็คิดว่า น่าจะมีคนที่เป็นลักษณะคล้ายตนอีกในพื้นที่

ด้านนพ.พิทักษ์พล กล่าวว่า กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากการตรวจเชื้อเอชไอวี ที่โรงพยาบาลในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะนำเรื่องเสนอปลัดกระทรวง และตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายทั้งผู้รับผลกระทบและผู้ให้บริการ แต่เรื่องที่สำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการคือการช่วยเหลือเยียวยาตามกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 41 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีมาตรฐานการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในเลือด โดยจะตรวจคัดกรองเบื้องต้นก่อน หากพบมีปฏิกิริยา (reactive) จะต้องส่งตรวจยืนยันด้วยเทคนิคอื่นเพิ่มเติม หากพบมีปฏิกิริยาในทุกการทดสอบ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะทดสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย ถ้าการตรวจยืนยันไม่พบปฏิกิริยา (non-reactive) แสดงว่าการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเป็นผลบวกปลอม (false positive) สำหรับกรณีที่เป็นข่าวดังกล่าว คณะกรรมการจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว

ขอบคุณข่าวสำนักข่าวไทย

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top