วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
การดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 และมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายแปลงใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการขับเคลื่อน ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรแปลงใหญ่กว่า 70 ชนิด มีจำนวนแปลงใหญ่ 5,521 แปลง พื้นที่รวม 5,581,317 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการ 337,570 ราย สำหรับในส่วนของกรมประมง ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวมจำนวน 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ จำนวน 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลง และกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง ได้นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อชมความสำเร็จของการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวและการเลี้ยงกุ้งกราม ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวได้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาในกระชังอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย จำนวน 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากการเลี้ยงปลานิลในกระชังแล้ว จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งเกษตรกรได้เลี้ยงกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 โดยมีต้นทุนแหล่งน้ำจากเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถเลี้ยงกุ้งได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในอดีตเกษตรกรต่างคนต่างเลี้ยง ต่างคนต่างขาย ทำให้บางครั้งถูกกดราคา แต่หลังจากกรมประมงได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าร่วมโครงการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 โดยเริ่มจากกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลลำคลอง จำนวน 30 ราย พื้นที่ 318 ไร่ ทำให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงกุ้ง การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบมากขึ้น ในปี 2561 จึงได้มีเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีกจำนวน 50 ราย ส่งผลให้ในปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ซึ่งผลการดำเนินการในปี 2561 พบว่าเกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29% ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP และมีให้กินได้ตลอดทั้งปีในราคาที่จับต้องได้ โดยได้รับคำบอกเล่าจาก นายวีรชาติ ภูโปร่ง เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน 1 ว่า เมื่อเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มกันในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่เพื่อดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างเป็นระบบ และได้มีการเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรงเพื่อจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่แล้ว ช่วยตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางกดราคาได้เป็นอย่างดี พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อจะต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่มจะทำตารางการเลี้ยงกุ้งของสมาชิกแต่ละราย เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกในช่วงเดียวกันมากเกินไป และจะมีการจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปในแต่ละฟาร์ม ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น เกษตรกรสามารถขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี…จากตัวอย่างของทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมานี้ นับเป็นผลสำเร็จที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ในการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรเมื่อเกิดการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่การตลาด ทำให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้...
ขุนเกษตรา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี