วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
เครื่องบินขนาดเล็กแบบใช้ใบพัดแตะรันเวย์เมืองซิตตเวช่วงเวลาเย็นๆ ผมลงบันไดจากเครื่องมาก่อน เจอท่านเกษตรจังหวัด (เกษตรรัฐ) มารอรับเจ้านายรองอธิบดีที่ตีนบันไดเครื่องเลย ไม่ใช่คนเก่าที่เคยเจอเมื่อสามปีก่อน เพราะคนนั้นเขาเกษียณไปแล้ว เมื่อเจอกันพร้อม เข้าไปนั่งในห้องรับรองวีไอพีของสนามบินสักพัก ก็ออกเดินทางต่อไปยังโรงแรม ซึ่งก็อย่างที่เรียนท่านผู้อ่านไปแล้วว่า เป็นโรงแรมติดทะเลแห่งเดียวกันกับที่เคยมาพักคราวก่อนนั่นเอง แต่ผมยอมรับว่าแปลกตรงที่คราวที่แล้ว ผมไม่ทราบเลยว่าเจ้าโรงแรมนี้ตั้งอยู่ติดทะเล ทั้งนี้เพราะในตอนนั้นยามที่มาถึงโรงแรมทุกครั้งมันมืดค่ำไปก่อน และต้องออกแต่เช้าตรู่ไม่ทันได้สังเกต ทว่าถึงกระนั้น แม้จะมีหาดทรายอยู่ แต่สำหรับที่นั่น ก็ไม่ค่อยเห็นคนไปเล่นน้ำทะเลกันเท่าใดนัก คงเป็นเพราะตั้งห่างไกลจากเมืองหลวงของประเทศมากไป หลังจากเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้เรียบร้อยแล้ว เขาก็พาเราไปรับประทานอาหารเย็นซึ่งก็เป็นภัตตาคารเดิมที่เคยมาแล้ว อีกทั้งยังจำได้ว่านั่งห้องไพรเวทเดียวกันอีก ต่างแต่ว่าจุดเก้าอี้ที่นั่งผมไม่ได้นั่งที่เดิมเท่านั้น หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ พวกเราก็ได้กลับมาพักผ่อน เพื่อเตรียมปฏิบัติงานกันในวันพรุ่งนี้
เช้าขึ้นหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ คณะเราก็ออกเดินทางไปที่ศาลาว่าการของรัฐ หรือจะเรียกว่าทำเนียบรัฐบาลแห่งรัฐก็ได้ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองซิตตเวนั่นเอง ไปจับกลุ่มยืนคอยที่อาคารชั้นหนึ่งสักพัก ก็มีเสียงไซเรนรถตำรวจดังลั่นวิ่งมาจอดที่หน้าทำเนียบ มีคนแจ้งว่าท่านมุขมนตรีรัฐยะไข่ (Chief minister) เดินทางมาถึง โอ้โห มีตำรวจจำนวนเป็นสิบ ถือปืนกลวิ่งล้อมหน้าล้อมหลัง เดินขึ้นไปบนห้องชั้นสอง ผมเห็นแล้วแม้จะเคยมีประสบการณ์กับภารกิจนายกรัฐมนตรีไทยมาอยู่บ้าง ก็ยังเทียบไม่ได้เลย นัยว่าเขาต้องอารักขาผู้นำและรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุด เพราะเป็นเขตพื้นที่ที่มีการต่อสู้รบรากันอย่างที่ทราบ หลังจากนั้นรองอธิบดีกรมการเกษตร คุณ เอ โก โก ก็พาผมและคณะไปพบกับท่านมุขมนตรี ในห้องทำงานของท่าน โดยมีรัฐมนตรีเกษตรและใครอีกคนผมไม่รู้จักนั่งอยู่ด้วย ได้คุยกันอยู่สักครึ่งชั่วโมงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณเอ โก โก พูดกันเป็นภาษาเมียนมา เพราะมุขมนตรีแกไม่พูดภาษาอังกฤษ ก็มีคนมาเชิญเพราะถึงกำหนดเวลาพิธีการส่งมอบข้าวที่จัดขึ้นในห้องประชุมใหญ่ในอาคารนั้นเอง
พิธีส่งมอบข้าวในวันนี้ ดูเป็นทางการมาก มีการกล่าวปราศรัยกัน 4-5 คน รวมทั้งผม ในนามแอปเตอร์ แล้วก็มีล่ามคอยแปลเป็นภาษาเมียนมาด้วย เนื่องจากมีข้ารัฐการผู้ใหญ่ของรัฐนั่งอยู่ที่นั่นคงเกือบ 50-60 คน สำหรับฝ่ายผู้บริจาคข้าว คือประเทศญี่ปุ่น นอกจากผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ที่ร่วมเดินทางไปกับผมด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นประจำเมียนมาก็ส่งเจ้าหน้าที่มาอีก 2 คน คนอาวุโสเป็นผู้หญิงรูปร่างลักษณะและการแต่งตัวดูเป็นญี่ปุ่นจ๋าชนิดเดาได้เลย เธอใช้ภาษาเมียนมาในการปราศรัยโดยไม่ต้องใช้ล่ามแปล ซึ่งเหมือนๆ กับตัวแทนประเทศญี่ปุ่นในสถานทูตประจำประเทศอื่นๆ ซึ่งผมเคยไปสัมผัสมาที่มักจะรู้ภาษาประเทศที่ไปอยู่ประจำอย่างดี นี่แหละคือแบบฉบับของญี่ปุ่นเขาละ
พิธีการในการส่งมอบข้าวก็เป็นไปตามที่เคยทำอยู่แล้ว ท่านมุขมนตรีกล่าวตอบสุดท้ายขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นและแอปเตอร์ที่ได้นำเอาข้าวมาช่วยเหลือผู้อพยพพลัดถิ่น จากนั้นได้มีการถ่ายรูปหมู่กันพอสมควรเป็นอันเสร็จพิธี ท่านมุขมนตรีก็แยกตัวกลับห้องทำงาน ขณะที่คณะเราทางเกษตรจังหวัดก็ได้พาไปกันเดินทางต่อไปพบปะพูดคุยและแจกข้าวกับชาวบ้านที่เดือดร้อนโดยตรงอีก 2 จุดด้วยกัน ซึ่งก็ไม่ไกลจากตัวเมืองซิตตเวนัก เพราะคุณเอ โก โก บอกว่าถ้าออกไปไกลนักจะเป็นอันตรายจากผู้ก่อการร้าย ผมได้เห็นชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่ในวัดพุทธ ซึ่งเป็นวัดที่มีอาณาบริเวณและอาคารก่อสร้างเก่าๆ ไร้สีสัน พอให้อาศัยอยู่ได้ แล้วก็เกิดความรู้สึกหดหู่มากครับ เพราะพวกเขาต้องมาอยู่กันอย่างแออัด กินข้าวรวมกัน อาบน้ำ นอน กันแบบง่ายๆ ลูกเด็กเล็กแดงต้องห่างจากการเรียนหนังสือ อาชีพรายได้วันๆ แทบไม่มีเลย ที่ทำกินที่เป็นแหล่งรายได้ก็กลับไปไม่ได้ และไม่ทราบว่าอีกนานแค่ไหน ก็นับว่าพวกเขามีความอดทนมาก เพราะจะว่าไปแล้ว ทางการเมียนมาเองก็ไม่สามารถที่จะดูแลเลี้ยงดูหรือมีเงินชดเชยให้กับพวกเขาเหมือนอย่างบางประเทศโชคดีที่ชาวบ้านเหล่านั้นไม่ค่อยเรียกร้องอะไรมากนัก พอมีข้าวกินก็อยู่ได้ครับ
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
chanpithya@apterr.org
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี