วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
หลังจากที่รัฐบาลทยอยปลดล็อคกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาเป็นลำดับ พร้อมกับความหวั่นใจว่าการ์ดจะเริ่มตกกันแล้วหรือยัง อีกทางหนึ่งก็เร่งมือที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับขึ้นมาใหม่ ผมมีโอกาสนั่งฟังข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กรณีการนำเงินกู้สี่หมื่นล้านมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายใต้ข้อพิสูจน์ว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเข้มแข็งเพียงพอไม่แพ้ชาติใด กับความเชื่อที่ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลกจะเป็นอย่างไร คนไทยไม่มีวันที่จะขาดแคลนอาหาร เห็นได้จากการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ผ่านมา ทั้งภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคการเกษตรยังสามารถผลิตอาหารให้เพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งชาติ ดังนั้น เงินสี่หมื่นล้านจึงพร้อมที่จะนำมาสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็งและเติบโตยิ่งขึ้นไป
อันที่จริง ความมั่นคงทางอาหารเกิดขึ้นจากภาคการเกษตรเป็นหลักพร้อมกับฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เดิมของเรา เมื่อความมั่นคงทางอาหารเข้มแข็งเลยอนุมานได้ว่าภาคการเกษตรเข้มแข็งไปด้วย แต่ผมอยากให้ลองทบทวนเหตุการณ์ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในตอนนั้นจะเห็นว่าแรงงานภาคการเกษตรไม่ได้ทำการเกษตรเพียงอย่างเดียวยังคงมาเป็นแรงงานในภาคบริการหรือภาคอุตสาหกรรม หลายฝ่ายเห็นดีเห็นงามกับวิถีดังกล่าว จนมาถึงขั้นที่แรงงานภาคการเกษตรที่ทำการเกษตรจริงจังกลายเป็นแรงงานสูงอายุ หนุ่มสาวไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาสู่ภาคการเกษตรเท่าใดนัก แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด พยายามผลักดันนโยบายต่างๆ ทั้งการส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่มาเรียนสาขาวิชาชีพเกษตรเพื่อออกมาทำการเกษตร หรือการสนับสนุนกิจกรรมของเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) แต่ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ไม่สามารถทดแทนแรงงานในภาคการเกษตรทั้งระบบได้ ความไม่ชัดเจนของนโยบายที่เอาแน่ไม่ได้ผลจึงตกมายังตัวเกษตรกรที่ต้องดิ้นและพึ่งพาตนเองให้ได้ และใช่ว่าจะไปรอดกันทุกคน
ผมมองว่าภายหลังจากเหตุการณ์ COVID-19 ภาคการเกษตรจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่ชัดเจนขึ้น คือ เกษตรเพื่อความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน และเกษตรเพื่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเกษตรกรที่จะทำการเกษตรในแต่ละรูปแบบจะต้องไปให้สุดในทางของตน ไม่ใช่ยึกยักกันไปมา เพราะมันจะไม่ดีสักอย่าง เกษตรเพื่อความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนจะเป็นรูปแบบการเกษตรที่มุ่งให้เกิดความพอมีพอกินในครัวเรือน ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่เป็นรูปแบบการผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับสภาพนิเวศของตนเอง มีเป้าหมายในการผลิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ให้เกิดความมั่นคงทางอาหารเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมา ขนาดพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรที่อยู่ในระบบเหล่านี้ อาจเป็นได้ตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กในเมือง ไปจนถึงพื้นที่ขนาดกลางๆ ที่พึ่งพิงธรรมชาติ หรือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ได้หากสามารถบริหารจัดการตามหลักคิดดังกล่าวคือ มุ่งหวังเพื่อความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน
ส่วนเกษตรเพื่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีความชัดเจนระดับหนึ่งในประเด็นระดับของเทคโนโลยีที่นำเข้าสู่ระบบการผลิตดังกล่าวเป็นระบบการผลิตที่สั่งได้ สามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของคุณค่าทางโภชนาการ การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ค่าของความปลอดภัยทางอาหารในระดับพรีเมียมผู้ที่เข้าสู่ระบบการผลิตในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาจไม่ถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องเป็นผู้ที่ใช้ได้ ใช้เป็น คิด วิเคราะห์ได้ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นให้ความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในระบบนี้มากกว่าความสำคัญด้านอื่น
ความเชื่อมั่นว่าความมั่นคงทางอาหารของไทยอยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา จากระบบการผลิตทางการเกษตรของเรา ดังนั้นหากจะมุ่งพัฒนาภาคการเกษตรให้เข้มแข็งมากขึ้น คงต้องยอมรับจุดอ่อน-จุดแข็ง ก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินลงไป นโยบายระดับบนต้องมีความชัดเจน เมื่อลงมาสู่ระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับท้องถิ่น จะได้ไม่ไข้วเขวไปคนละทางสองทาง และไม่ใช่งานกินรวบที่จะรวบรวมโครงการที่มีอยู่มาตกแต่งย้อมแมวแล้วนำเข้ามาเปิดตัวกันใหม่ ผมจึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายคิดกันให้จงหนักคิดกันให้ยาวๆ เกษตรหลังโควิดไม่ใช่เรื่องที่จะทำเหมือนเดินเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์กันได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี