533.jpg
แรงงานสูงวัย  โลกหลังยุคโควิดอยู่ไม่ง่าย

แรงงานสูงวัย โลกหลังยุคโควิดอยู่ไม่ง่าย

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไม่เฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้นแต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจ จากการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการระบาดของโรค และแม้หลายๆ กิจการจะกลับมาเปิดได้หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ แต่หากยังไม่มีการเดินทางข้ามประเทศเศรษฐกิจก็ยากจะฟื้นโดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว และหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ การจ้างงานก็ยังไม่กลับมา ผู้คนอีกไม่น้อยก็จะยังต้องเป็นผู้ว่างงานต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “COVID-19 ผลกระทบการจ้างงานในสังคมผู้สูงอายุ” โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่ง ผศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวถึงสภาพแรงงานไทย 1.ประชากรไทยอายุ30-49 ปี เป็นช่วงวัยที่เป็นกำลังแรงงานมากที่สุด จากนั้นจะเห็นผู้หญิงค่อยๆ เริ่มหยุดทำงานตั้งแต่อายุ 50 ปี ส่วนผู้ชายเริ่มเห็นว่าหยุดทำงานตั้งแต่อายุ 55 ปี


2.แรงงานไทยอยู่ในภาคบริการมากที่สุด..แต่แรงงานสูงวัยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร คนไทยที่มีงานทำในภาพรวม อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป อยู่ในภาคบริการและการค้าร้อยละ 50.7 รองลงมา ร้อยละ 33.5 ภาคเกษตรและร้อยละ 15.7 ภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานจะพบว่า ร้อยละ 60.3 อยู่ในภาคเกษตรรองลงมา ร้อยละ 32.1 ภาคบริการและการค้า และร้อยละ 7.6 ภาคการผลิต

3.อายุน้อยมักเป็นลูกจ้าง..สูงวัยหันมาทำงานอิสระ คนไทยที่มีงานทำในภาพรวม อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 36 เป็นลูกจ้างในภาคเอกชน รองลงมา ร้อยละ 32 ประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้าง ร้อยละ 18 ช่วยธุรกิจครัวเรือน และร้อยละ 9 เป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ถึงกระนั้น สำหรับแรงงานที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี ที่ประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้าง กลุ่มนี้พบว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป ขณะที่ประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังมีงานทำ พบทำงานแบบประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้างมากที่สุดถึงร้อยละ 62

4.แรงงานสูงอายุส่วนใหญ่รับค่าจ้างรายวัน แรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 44.4 รับค่าจ้างรายวัน ขณะที่ร้อยละ 39.9 รับค่าจ้าง
เป็นเงินเดือน ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 88 เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งการรับเงินเดือนจะมีความมั่นคงทางรายได้มากกว่ารับค่าจ้างรายวัน อนึ่ง คนไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี มักเป็นแรงงานในระบบ แต่เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป จะค่อยๆ กลายเป็นแรงงานนอกระบบมากขึ้น

“หลังโควิดเรารู้ว่าสภาพการทำงานโดยเฉพาะที่เป็นสถานประกอบการ การจ้างงานมันคงต้องเปลี่ยน การใช้อินเตอร์เนตการTelework (ทำงานทางไกล) หรือ Work from Home (ทำงานจากที่บ้าน) มันถูกคาดหวังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็มีข้อมูลการใช้อินเตอร์เนตไม่เป็นหรือไม่ใช้อินเตอร์เนตของสถานภาพการทำงานแต่ละกลุ่มมันต่างกัน กลุ่มใช้ไม่เป็นจะพบมากในกลุ่มประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้ค่าจ้าง

ถ้าเรามาดูแยกตามกลุ่มอายุ การใช้อินเตอร์เนตไม่เป็นจะสูงในทุกสถานภาพการจ้างงาน แม้จะเป็นลูกจ้างเอกชน 65% ใช้ไม่เป็น ธุรกิจส่วนตัว 70% ใช้ไม่เป็น เป็นนายจ้างก็มีสัดส่วนที่สูง ประเด็นนี้ผมคิดว่าสำคัญ หลังยุคโควิดหรือในช่วงยุคโควิดที่มันมีลักษณะเป็นดิจิทัล เป็น Telework มากขึ้น ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าจะต้องพิจารณาถึงเช่นกัน” ผศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว

ขณะที่ นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า หากย้อนไปดูช่วงเดือนเม.ย. 2563 ที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด พบจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 6 แสนคน“แต่ยังมีกลุ่มที่น่าห่วงว่าจะหลุดจากระบบแรงงาน คือคนที่ยังไม่ถูกเลิกจ้างแต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้กลับไปทำงาน” เช่น พนักงานสายการบิน พนักงานโรงแรม ฯลฯ ซึ่งแบ่งเป็นได้เป็น 2 กลุ่มคือ 1.ต้นสังกัดยังจ่ายค่าจ้างแต่ไม่ต้องมาทำงาน คาดว่ามีอยู่ประมาณ 4 แสนคน2.ต้นสังกัดยังไม่เลิกจ้างแต่ให้หยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง มีอยู่ราว 2 ล้านคน

โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่กับความคาดหวังว่าจะได้กลับไปทำงานในเร็ววัน แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็อาจต้องถูกเลิกจ้างไปโดยปริยาย อนึ่ง “ช่วงก่อนโควิด-19 มีคนที่ทำงานน้อยกว่า 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพียง 3 ล้านคน แต่เมื่อวิกฤติโรคระบาดมาเยือนพบว่าเพิ่มเป็น5 ล้านคน ใน 2 ล้านคน ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นผู้สูงอายุราว 2.5 แสนคน” ซึ่งการถูกลดชั่วโมงทำงานลงย่อมกระทบต่อรายได้ และที่ต้องจับตามองคือ โควิดจะกลายพันธุ์เป็นแบบไข้หวัดที่ไม่มีทางป้องกันได้หรือไม่?” หากเป็นเช่นนั้นวิกฤตินี้คงดำเนินไปอีกยาว

ชลธิชา อัศวนิรันดร นักวิชาการวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากที่เคยสำรวจพบหลายบริษัทมีการจ้างงานผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 1.จ้างต่อเนื่องจากพนักงานเดิมที่ทำงานอยู่ กลุ่มนี้หากไม่เป็นผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ก็จะเป็นแม่บ้านที่อยู่มานานจนนายจ้างไว้วางใจ กับ 2.จ้างพนักงานใหม่ โดยมากเป็นตำแหน่งงานทั่วไป เช่น พนักงานจัดเรียงสินค้า แคชเชียร์ แม่บ้าน พนักงานรับโทรศัพท์ ฯลฯ

เมื่อศึกษาต่อไปในประเด็น “ประสิทธิภาพการทำงานและทัศนคติที่เหมาะสมกับการทำงาน (เทียบได้กับคะแนนสอบกับคะแนนจิตพิสัยของนักเรียน-นักศึกษา)” ซึ่งด้วยความที่งานที่มีการจ้างผู้สูงอายุมักไม่ใช่งานในภาคการผลิต จึงไม่สามารถประเมินผลโดยเน้นปริมาณ (เช่น จำนวนชิ้นงาน) เป็นหลัก “ผลวิจัยน่าสนใจเพราะผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยทั้ง 2 ส่วนดีกว่าวัยแรงงานที่อายุน้อยกว่า” แบ่งเป็นด้านประสิทธิภาพร้อยละ 57 และด้านทัศนคติร้อยละ 68

ขณะที่เมื่อแยกเป็นรายทักษะ พบว่า “การสื่อสาร ประสานงานและการบริหารจัดการ” เป็นสิ่งที่นายจ้างเห็นว่าคุ้มค่าในการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งนายจ้าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล (HR) และเพื่อนร่วมงาน พบว่า 1.สามารถเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดได้ เนื่องจากแรงงานวัยอื่นๆ มีอัตราการลาออกสูง 2.แบ่งเบาภาระงานได้ เช่น ในภาคบริการที่ให้คำแนะนำลูกค้าได้ดี 3.มีความรับผิดชอบสูง อาทิ เห็นอะไรไม่เป็นระเบียบแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็จะช่วยจัดให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม “ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกให้พักงานไปก่อน..แต่การพักงานนั้นทำให้ไม่มีรายได้” สาเหตุมาจากธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุมักเป็นภาคบริการต้องพบปะผู้คน ซึ่งในแง่สุขภาพก็เป็นความเสี่ยงกับผู้สูงอายุเอง แต่ในช่วงที่ต้องหยุดทำงาน ผู้สูงอายุหลายคนหันไปช่วยงานกิจการในครอบครัว หรือบางส่วนหันไปเรียนรู้เรื่องการขายของออนไลน์ ถึงกระนั้น ความรู้ด้านเทคโนโลยีของคนวัยนี้ยังค่อนข้างจำกัด และสิ่งที่ผู้สูงอายุเริ่มตระหนักคือ ถึงเป็นแรงงานในระบบใช่ว่าจะมั่นคงเสมอไป

ด้าน ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้านหนึ่งมีความพยายามเพิ่มการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น หน่วยงานภาครัฐมีการขยายอายุเกษียณ และมีการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ แต่ภาคเอกชนนั้นก็ยังมีการจ้างไม่มากนัก อนึ่ง “แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม ณ ไตรมาส 2/2563 จะหดตัวถึงร้อยละ12 แต่ภาคเกษตรกลับไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” ตรงข้ามกับภาคการท่องเที่ยว ค้าส่ง-ค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ถึงกระนั้น “ในช่วงโควิดพบผู้สูงอายุให้ข้อมูลว่าดำรงชีวิตด้วยเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น” หากเทียบกับช่วงก่อนโควิดที่ผู้สูงอายุจำนวนมากจะตอบว่าพึ่งพารายได้จากการทำงานของตนเองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังพบว่า “ข้อจำกัดของ
ผู้สูงอายุในมุมมองของนายจ้างคือเรื่องสุขภาพกับทักษะด้านเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดแล้ว และในช่วงโควิดที่การทำงานเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลมากขึ้น (Digitalization) จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้สูงอายุจะแทรกเข้ามาในตลาดแรงงาน

ดังนั้น “นโยบายระยะยาวหากจะทำให้ผู้สูงอายุยังทำงานได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมองให้ครบทุกมิติ ทั้งการเพิ่มพูนทักษะและการรักษาสุขภาพตั้งแต่ก่อนมาถึงวัยสูงอายุ หรือเป็นภารกิจด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” แต่เรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวง นอกจากนี้ยังมีประเด็น “คนทุกวัยร่วมมือกัน (Intergenerational Solidarity)” ซึ่งในช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ผ่านมา มีกรณีย่านประตูผีที่คนวัยหนุ่ม-สาวทำงานภาคบริการไม่มีนักท่องเที่ยว ก็หันไปช่วยผู้สูงอายุที่ขายอาหาร หรือในชนบทที่เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตในห้างได้ ก็มีคนเข้าไปช่วยเรื่องขายออนไลน์

“แม้ว่าผู้สูงอายุจะยากลำบากในการฝึกทักษะ (Train) ด้านดิจิทัล แต่ผมคิดว่า Intergenerational Solidarity มันเป็นเรื่องสำคัญ แล้วมันไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมารวมกันง่ายๆ บางทีของแบบนี้มันต้องปลูกฝังอยู่เหมือนกัน เวลาปกติมันมีที่ให้มาเจอกันไหม? มีชุมชน (Community) ไหม?ผมมองไปในมิติเชิงสังคมแบบนั้นด้วยเช่นกันในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุยังทำงานได้ในสถานการณ์ต่างๆ” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top