วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือสวพส. เปิดเผยว่า นักวิชาการของสวพส. ประกอบด้วย นายอิทธิพล โพธิ์ศรีนายพิมุกต์ พันธรักษ์เดชา และน.ส.ดวงดาวกันทะรัตน์ ได้ค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลระบบเกษตรแบบประณีตปลอดภัยของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยมีเป้าหมายหลักพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนนั้น ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)หรือ สวพส.มุ่งเน้นพัฒนาอาชีพบนฐานความรู้ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนมีอาชีพและรายได้เพียงพอดำรงชีพโดยยึดความเหมาะสมตามแผนใช้ที่ดิน และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่ดีจากการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม ตลอดจนการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และนำผลวิจัยและพัฒนาที่สำเร็จไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรเหมาะสมตามแนวทางโครงการหลวงและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในอดีต ระบบปลูกพืชของเกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูง ใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก มีการแผ้วถางขยายพื้นที่ทำกินเกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและใช้สารเคมีในกระบวนการเพาะปลูกมาก แต่ได้รับผลตอบแทนต่ำ กำไรน้อย เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สินรายได้จากการประกอบอาชีพดั้งเดิมหรือระบบการปลูกแบบเดิมไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งเสียค่าเล่าเรียนบุตรได้เหมือนก่อน เกิดการย้ายถิ่นฐาน และทำให้การสืบทอดอาชีพด้านเกษตรกรรมเริ่มลดลงจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า วิธีประกอบอาชีพของเกษตรกรนั้นไม่เหมาะสมหากไม่ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำการเกษตรของเกษตรกร หรือหาพืชทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร อาจทำให้เกษตรกรเป็นหนี้สินไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง
ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนแบบโครงการหลวงมาถ่ายทอดและเสริมเสริมแก่เกษตรกร เป็นต้นแบบการพัฒนาอาชีพแก่ชุมชนบนพื้นที่สูงอีกรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ด้านรายได้เป็นอย่างดี เป็นเกษตรแบบประณีตที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง ยังช่วยลดการเผา ลดการขยายพื้นที่เพาะปลูกและลดใช้สารเคมีทางการเกษตรได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เกษตรกรภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของสถาบัน ได้ให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการปลูกนอกโรงเรือน ลดความเหนื่อยยากในการทำงานลดลง สามารถควบคุมแผนการผลิตและตลาดได้แม่นยำ ผลิตผลมีคุณภาพได้มาตรฐานและปลอดภัยสูง และเทคโนโลยีการผลิตพืชภายใต้โรงเรือนยังป้องกันความชื้นจากฝน ลดการใช้พื้นที่และสารเคมีในการเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและการให้ปุ๋ยอย่างเป็นระบบ
อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ มีความคุ้นชินในระบบควบคุมตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) และพัฒนาเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติต่อไปในอนาคตได้ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับการแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างปี 2557-2563 ขยายโรงเรือนปลูกผักและองุ่นเพิ่มมากกว่า 820 โรงเรือนหรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เมื่อพิจารณาผลตอบแทนต่อพื้นที่กับพืชเดิมของเกษตรกร พบว่า รายได้สุทธิของเกษตรกรจากการปลูกพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือน โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้พื้นที่เพาะปลูกนั้น ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าการปลูกในสภาพกลางแจ้ง 2-5 เท่าช่วยลดใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชในกระบวนการผลิตมากถึง30-50% และลดใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชได้ร้อยละ 80
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี