546.jpg
บทความพิเศษ : นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ความหวังของการพัฒนาชายแดนใต้

บทความพิเศษ : นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ความหวังของการพัฒนาชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แม้กลุ่มชาวบ้านกว่า 50 คน จาก อ.จะนะ สงขลา ที่นำโดยเอ็นจีโอ และนักวิชาการ ซึ่งเดินทางไปปักหลัก หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน “เมืองต้นแบบที่ 4” นิคมอุตสาหกรรมจะนะ สงขลา จะแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว

แต่เรื่องนี้มีที่มาและที่ไป พร้อมๆ กับการตั้งคำถามว่าเหตุใด โครงการนี้จึงถูกคัดค้าน ทั้งๆ ที่มีประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น และประเทศชาติ อย่างมหาศาล


ใครหรือคนกลุ่มไหน ที่เป็นคนต่อต้าน?

ตรวจดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านนั้น กลุ่มนี้อ้างว่าต้องการพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งการสร้าง “วาทกรรม” ถ้าไม่มีคำสั่งให้ “ยุติ” โครงการก็จะไม่กลับบ้าน และจะยกระดับการชุมนุม ซึ่งก็เหมือนกับทุกครั้งที่ มีการประท้วง หรือชุมนุมก็จะมี “วาทกรรม” เช่นนี้มาโดยตลอด

ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มนี้ ปฏิเสธที่จะ “พูดคุย” เพื่อทำความเข้าใจกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพราะเข้าใจว่า ศอ.บต. รับคำสั่งจาก รัฐบาล ให้เป็น “เจ้าภาพ” ในการ “บูรณาการ” หน่วยงานในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “เมืองต้นแบบที่ 4” ตามมติ ของ ครม. และอีกอย่าง กลุ่มคนกลุ่มนี้ “ฟันธง” ไปแล้วว่า ไม่เอาโครงการทุกโครงการ ที่จะเกิดขึ้นใน อ.จะนะ หรือ ในจังหวัดสงขลา เช่นเดียวกับ ไม่เอาโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ไม่เอาโรงไฟฟ้าจะนะ ไม่เอาท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2

ฉะนั้น แม้จะมีเวทีให้พบปะพูดคุย ก็เป็นเพียงเวทีการแสดงออกทาง “วาทกรรม” ว่า “ไม่เอา” ไม่ใช่เวทีการพูดคุยเพื่อร่วมแก้ปัญหา และร่วมหาทางออก

การชุมนุม ประท้วงที่หน้าทำเนียบก็เช่นเดียวกัน กลุ่มผู้ประท้วง ต้องการพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงจุดยืนในการ “ไม่เอา” เมืองต้นแบบที่ 4เพราะเชื่อว่าเป็นโครงการทำไม่มีประโยชน์ต่อคนในพื้นที่มีประโยชน์เฉพาะกับกลุ่มทุน และนอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายอาชีพวิถีวัฒนธรรม

ซึ่งทั้งหมดคือ “วาทกรรม” เพราะโดยข้อเท็จจริง สิ่งที่ เอ็นจีโอ ยัดใส่ให้กับคนกลุ่มนี้เป็นเพียง “วาทกรรม” ที่ยังไม่เคยมีเรื่องจริงเกิดขึ้น ที่กล่าวว่า ถ้ามีโครงการ ทะเลจะเสียหาย ปลาจะไม่มีให้จับ อาชีพประมง อาชีพ เกษตรกร จะสูญหาย ใครจะรับรองว่าเป็นเรื่องจริง

เพราะก่อนหน้านี้ “วาทกรรม” ของกลุ่มผู้คัดค้านโรงงานแยกก๊าซ และโรงไฟฟ้าจะนะ ก็เคยสร้าง “วาทกรรม” กับคนในพื้นที่ว่า ถ้าโรงแยกก๊าซเกิดขึ้น “นกเขาจะไม่ขัน” คนจะได้รับ “มลพิษ” ถ้ามีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น จะเลี้ยงปลาไม่ได้ปลาในท้องทะเลจะ “เป็นหมัน”

วันนี้ โรงงานแยกก๊าซ นำก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นมา จนใกล้จะหมดแล้ว และโรงไฟฟ้าโรง 1 ใกล้จะปลดระวาง มีการสร้างโรงที่ 2 เกิดขึ้นหลายปีแล้ว สังคมของคนจะนะ ยังอยู่กันเป็น “ปกติสุข” อาชีพเลี้ยงนกเขายังอยู่ อาชีพเลี้ยงปลาในกระชังยังอยู่ ปลาในทะเลจะนะอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม และยังไม่มีใครป่วยหรือตาย เพราะได้รับ “มลพิษ” จากโรงงานอุตสาหกรรม ที่เกิดขึ้น

ผู้ชุมนุม กล่าวหาว่า ศอ.บต. อ้างมีผู้สนับสนุนโครงการจำนวนมากว่า เป็นเพียงรายชื่อใน “กระดาษ” แสดงว่า ไม่มีตัวตน เป็นการ กล่าวเพื่อ “ยุยง” ให้กลุ่มคนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงจะนะด้วยการพัฒนาด้วย อุตสาหกรรม ออกมาแสดงตน เพื่อสร้างความขัดแย้งในสังคม ซึ่งเป็นไปตามแผนของเอ็นจีโอ ใช่หรือไม่

และถ้ากลุ่มคนในจะนะ ที่สนับสนุนให้เกิด เมืองต้นแบบที่ 4 ออกมาสนับสนุนเพื่อให้รัฐบาล เร่งดำเนินการ โครงการเมืองต้นแบบให้เร็วขึ้น เอ็นจีโอ กลุ่มนี้ก็จะ บอกว่า ผู้ออกมาสนับสนุนโครงการ คือมวลชน “จัดตั้ง” ที่กลุ่มทุนให้กับผู้สนับสนุน นี่คือการ วางแผนเพื่อที่จะใช้ “วาทกรรม” ในการขับเคลื่อนการชุมนุมประท้วง

กลุ่มคนที่อยากเห็นความขัดแย้ง ของคนในพื้นที่จาก โครงการนี้ คือ เอ็นจีโอ ที่อยู่เบื้องหลังผู้ประท้วง เพราะหากสามารถสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นได้ ก็จะมีความชอบธรรม ในการที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นว่า เกิดความแตกแยกในชุมชนในพื้นที่ แต่เมื่อสิ่งที่เอ็นจีโอออกมาพูดเป็นเพียง “วาทกรรม” ก็ไม่มีเหตุผลใด ที่รัฐบาล จะให้ น้ำหนัก ให้ความสำคัญ จนต้องมีการชะลอโครงการออกไป

เพราะรัฐบาลเอง ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า ปัญหาอุปสรรคของการไม่พัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มทุน ที่มาลงทุน ต้องถอยออกไป เช่น โรงงานเฟอร์นิเจอร์ เพื่อการส่งออก ที่ตั้งอยู่ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ท่าเรือน้ำลึก ที่แหลมฉบัง มาจากการที่ เราไม่มีท่าเรือน้ำลึก ให้เขาส่งสินค้า ไม่ใช่มาจาก โรงงานตั้งอยู่ใน ผังเมือง “สีเขียว” อย่างที่มีการโจมตีกัน

การแก้ปัญหาด้วยการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งสถานี ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่สถานีนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่ ศอ.บต. ผลักดัน เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับ นักลงทุน เท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน คือ ต้องมี ท่าเรือน้ำลึก ต้องมีอุตสาหกรรม สำหรับคนว่างงาน คนตกงาน และ คนที่จบการศึกษาออกมา

ภาพของคนตกงาน ที่กลับจากมาเลเซียและเดินทางไป ทำงานในโรงงานที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ซึ่ง ศอ.บต. เป็นผู้ ติดต่อประสานงาน เพื่อแก้ปัญหาคนตกงาน คือภาพที่เห็นแล้วต้อง “สะทกสะท้อน” เพราะเป็นการ สะท้อนปัญหาที่ชัดเจนที่สุด ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา มีปัญหาเรื่องคนว่างงาน มีปัญหาการลงทุน ที่ต้องแก้ และต้องทำให้เกิดการพัฒนา และการพัฒนาที่ได้ผล ต้องมีโครงการขนาดใหญ่เพื่อรองรับคนว่างงาน คนตกงาน และคนที่จบการศึกษาปีละหลายหมื่นคน

การส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละไม่กี่โรง เป็นการช่วยคนตกงานให้มีงานทำในระดับหนึ่งเท่านั้น การพัฒนาด้วยการส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ ก็เป็นการช่วยคนในพื้นที่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่การแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง ต้องมีการพัฒนาด้วยโครงการขนาดใหญ่อย่าง “เมืองต้นแบบที่ 4” เท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาได้

วันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวกับรัฐไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม โยธาธิการ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ต้องร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันโครงการนี้ด้วยกัน ไม่ใช่ทำตัวแบบ “ใส่เกียร์ว่าง” ประคองตัวเอง เพราะการเอาตัวรอด เพราะโครงการนี้ เป็นโครงการของรัฐบาล ที่ต้องการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผู้คนสามารถที่จะมีงานทำ มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งจะโยงไปถึงปัญหาเรื่องของการก่อการร้าย ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันให้มากกว่าที่เห็น ในการช่วยกัน “ชักฟืน” ออกจากเตา และป้องกันการ เติมฟืนเข้าไปใหม่ เชื่อเถอะ เอ็นจีโอ และกลุ่มคนที่เชื่อฟังเอ็นจีโอมีเพียง “หยิบมือเดียว” ถ้าทุกหน่วยงานของรัฐร่วมใจกันในการ “ราฟืนออกจากเตา” ไม่ช้าไฟกองนี้ก็จะมอดไปเอง

รัฐบาล จะต้องไม่บ้าจี้ เชื่อคนเพียง “หยิบมือเดียว” โดยไม่เคารพเสียงของคนส่วนใหญ่!!

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top