29 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.ของวันที่ 28 ม.ค.64 ที่ผ่านมา สื่อโซเชียลในโลกออนไลน์ มีการแพร่ภาพ แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา จำนวน 12 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 4 คน ถูกนายจ้างนำขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อ อีซูซุ แคป สีบรอนซ์เทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาทิ้งเอาไว้ที่ศาลาพักริมทาง ถนนสาย ลาดหญ้า-บ่อพลอย ทางหลวงหมายเลข 3086 หน้าตลาดค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบกที่ 17 (มทบ.17) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหญ้า เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จากนั้นได้นำตัวแรงงานทั้งหมดส่งไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ผลการตรวจหาเชื้อ ได้รับการยืนยันจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรีว่า ผลตรวจเป็นลบ ไม่มีผู้ใดติดเชื้อโควิด-19 สำหรับแรงงานทั้ง 12 ราย มีเอกสารทำงานเป็นใบพาสปอร์ตที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ 29 ม.ค.64 ผู้สื่อข่าวทราบว่า แรงงานทั้ง 12 ราย ได้เดินทางไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.ลาดหญ้า จึงเดินทางไปตรวจสอบ
เมื่อไปถึงพบแรงงาน จำนวน 8 ราย นั่งรออยู่ที่สนามหญ้า เพื่อรอให้ปากคำ ส่วนแรงงานอีก 4 รายอยู่ระหว่างให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนภายใน สภ.ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.บัญชา ศรีรุจิเมธากร ผกก.สภ.ลาดหญ้า พ.ต.ต.สุรัตน์ ว่องมหาชัยกุล สว.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.กาญจนบุรี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ตม.กาญจนบุรี

ได้ติดต่อนายจ้างของแรงงานทั้ง 12 คน ผ่านทางโทรศัพท์เพื่อให้เดินทางมาให้ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า ซึ่งทางนายจ้างรับปากว่าจะเดินทางมาพบเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ครั้งมี พ.อ.ศตายุ จันตาศาลา รองเสธ มทบ.17 พ.อ.เชาว์ ธีระชาติ หัวหน้ากองข่าว มทบ.17 เจ้าหน้าที่ สห.สังกัดมณฑลทหารบกที่ 17 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ และเจ้าหน้าที่ ปคม.เดินทางมาสังเกตการณ์
สำหรับการสอบปากคำแรงงานทั้ง 12 ราย ต้องสอบปากคำผ่านล่าม เนื่องจากทุกคนไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาไทยได้ ดังนั้น พ.ต.ท.สำเริง ศิลปะสำราญ รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.ลาดหญ้า จึงประสาน พ.อ.อภิสิทธิ์ เกียรติโสภณ นายทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ มาช่วยเป็นล่ามแปล
ทั้งนี้จากการสอบปากคำนายแทะอู อายุ 19 ปี 1 ใน 12 แรงงาน ให้การว่า ตนเป็นชาว อ.เย จ.ทวาย ประเทศเมียนมา เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 โดยใช้ช่องทาง จ.ระนอง โดยเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในโครงการ เอ็มโอยู โดยมีเอกสารการทำงานเป็นใบพาสปอร์ต และเข้ามาทำงานตามใบอนุญาตที่กระทรวงแรงงานเป็นผู้ออกให้ สำหรับสถานที่ทำงานครั้งแรกอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต โดยทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้างมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ตนกับภรรยาได้ย้ายมาทำงานก่อสร้างกับบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.สระกระเทียม อ.เมือง จ.นครปฐม แต่ทางบริษัทได้ส่งตนมาทำงานก่อสร้างในพื้นที่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยเงินค่าแรงจะออกทุก 15 วัน โดยหัวหน้าคนงานก่อสร้างจะนำเงินมาจ่ายให้ทุกครั้ง
แต่มาภายหลังพวกตนทั้ง 12 คน ทำงานผ่านไป 3 วิก ปรากฏว่าหัวหน้าคนงานนำเงินค่าแรงมาจ่ายให้ไม่ครบจำนวน 15 วัน พวกตนจึงสอบถามหัวหน้าคนงานจึงทราบว่า ทางบริษัทจ่ายเงินมาให้ไม่ครบ พวกตนได้พยายามทวงถามเงินจากหัวหน้าคนงานหลายครั้ง จนบางครั้งต้องมีปากเสียงกัน
จากนั้นตนจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนแรงงานชาวเมียนมาด้วยกันที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.บ่อพลอย เพื่อหางานทำ ซึ่งเพื่อนก็แจ้งว่ามีงานให้ทำ จากนั้นวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนกับเพื่อนคนงานทั้ง 12 คน จึงแจ้งให้หัวหน้าคนงานทราบว่า พวกตนจะขอออกจากงานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่ ที่อำเภอบ่อพลอย จากนั้นจึงได้ว่าจ้างรถยนต์โดยสารให้ไปส่ง ตามที่อยู่ที่เพื่อนส่งมาให้ เมื่อไปถึงพบว่างานที่จะต้องทำเป็นงานเกี่ยวกับการเกษตร
โดยพวกตนพักอยู่ภายในห้องที่เพื่อนจัดเอาไว้ให้จำนวน 2 ห้องโดยที่ยังไม่ได้ไปสมัครงาน จนกระทั่งวันที่ 28 ม.ค.เพื่อนได้มาแจ้งให้พวกตนทราบว่า นายจ้างคนเก่าได้โทรศัพท์มาหานายจ้างคนใหม่เพื่อตามให้กลับไปทำงาน หากไม่ยอมกลับ จะแจ้งความดำเนินคดีต่อนายจ้างให้ถึงที่สุด
ดังนั้นนายจ้างคนใหม่จึงให้คนขับรถยนต์กระบะพาพวกตนมาส่งให้กับนายจ้างคนเก่า โดยเวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 28 ม.ค.คนขับได้จอดให้พวกตนลงจากรถที่ศาลาพักผู้โดยสารใกล้กับตลาดสดค่ายสุรสีห์ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทหารมาพบ และได้เข้ามาสอบถาม พร้อมกับนำตัวพวกตนไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาล แต่ก็ไม่พบเชื้อแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำแรงงานแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และนอกจากสอบปากคำแรงงานชาวเมียนมาทั้ง 12 รายแล้ว จะทำการสอบปากคำนายจ้างทั้งรายเก่าและนายจ้างรายใหม่ เพื่อเก็บข้อมูลของทั้งสองฝ่ายเอาไว้เป็นหลักฐาน ส่วนจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่อย่างไรนั้น จะรายงานให้ทราบต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี