546.jpg
'สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้'ลุ้นศาลปกครองเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ปมพิพาทที่ดินชาวบ้าน-เอกชน

'สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้'ลุ้นศาลปกครองเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ปมพิพาทที่ดินชาวบ้าน-เอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.39 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 ที่สำนักงานนักเรียนคริสเตียน สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ร่วมกับองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) จัดเสวนาเรื่อง “นส.3 ทับเขตป่า จับตาคดีต้นแบบศาลปกครองเตรียมอ่านคำพิพากษา เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของเอกชน สู่แนวทางการจัดการที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ร่วมโฉนดชุมชน สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้” โดยคดีนี้ศาลปกครองจะมีคำตัดสินในวันที่ 19 มี.ค.2564 กรณีชาวบ้านฟ้องให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 13 แปลง และ นส.3 จำนวน 10 แปลง ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย


สุรพล สงฆ์รักษ์ กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้

นายสุรพล สงฆ์รักษ์ กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เล่าว่า สหพันธ์ฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 ซึ่งสืบเนื่องจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในปี 2546 โดยชาวบ้านได้ร่วมกันตรวจสอบการถือครองที่ดินแปลงใหญ่สำหรับทำสวนปาล์มโดยบริษัทเอกชนในพื้นที่ 3 จังหวัดของภาคใต้ คือชุมพร กระบี่และสุราษฎร์ธานี ผ่านกลไกการร้องขอข้อมูลตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ทำให้พบว่าเอกชนครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างผิดกฎหมาย

โดยที่ดินที่มีปัญหานี้มีทั้งพื้นที่ป่าสงวนที่ในอดีตเคยเปิดสัมปทานให้เอกชนทำอุตสาหกรรมป่าไม้หรือทำเหมืองแร่ รวมถึงที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ โดยในส่วนของพื้นที่ป่าไม้นั้น กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดูแลตั้งแต่ปี 2537 แต่ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ไม่สามารถนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้กับเกษตรกรได้ จึงนำมาสู่การต่อสู้ของชาวบ้านที่รวมตัวกันราว 2 หมื่นคน ตรวจสอบที่ดิน 13 แปลง

นายสุรพล กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในปี 2546 การต่อสู้ของชาวบ้านประสบความล้มเหลวเพราะรัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายปราบปรามอย่างรุนแรง จึงกลับมาตั้งหลักใหม่และเปลี่ยนชื่อกลุ่มจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้ เป็นสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ มีเป้าหมายเรียกร้องสิทธิด้านที่ดินให้กับเกษตรกร แรงงานและคนจนไร้ที่ดินในชนบท ซึ่งเมื่อพบหลักฐานว่าบริษัทเอกชนครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมายแล้ว ชาวบ้านจึงเข้าไปในพื้นที่เพื่อตั้งชุมชนขึ้นบ้าง

“ในเมื่อนายทุนสามารถทำประโยชน์ได้ เราก็ถือว่าเกษตรกร พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็มีสิทธิที่จะเข้าไปทำมาหากินเช่นกัน แล้วเราก็มีความชอบธรรมมากกว่าด้วยในฐานะที่เราเป็นเกษตรกรซึ่งยอมมีสิทธิพื้นฐานโดยชอบธรรมที่จะเข้าถึงที่ดินของรัฐ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเรา” นายสุรพล กล่าว

กก.บห.สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อมีการตั้งชุมชนขึ้นแล้วก็ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้คนในชุมชนมีแหล่งอาหาร ดำรงชีวิตอยู่ได้แบบพออยู่พอกิน และกว่า 10 ปีที่ชุมชนก่อตั้งขึ้นมาแทบไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆ จากภาครัฐ ต้องพึ่งพาตนเองด้วยการตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์การเกษตรขึ้น เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลสำหรับรับมอบที่ดินในนามของสถาบันเกษตรกร เพื่อให้การอยู่อาศัยในที่ดินมีความมั่นคงและยั่งยืน

แผนที่ชุมชนสันติพัฒนา หนึ่งในเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้

น.ส.ศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความ กล่าวว่า ตลอดการต่อสู้ของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ชาวบ้านถูกฟ้องจากบริษัทเอกชน เป็นคดีแพ่ง 2 คดี และคดีอาญาอีก 2 คดี ในส่วนคดีแพ่งนั้นแบ่งเป็น 1.บริษัทเอกชนฟ้องชาวบ้าน 3 คน เรียกค่าเสียหาย 3 ล้านบาท คดีนี้ศาลตัดสินให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่และชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาท 2.บริษัทเอกชนฟ้องชาวบ้าน 12 คน เรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทเอกชนยังขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย

โดยคดีที่ 2 นี้ ชาวบ้านมองว่าหากยอมริ้อถอนชุมชนออกไปเท่ากับบริษัทเอกชนขับไล่ชาวบ้านได้สำเร็จ ดังนั้นทีมทนายของสภาทนายความที่ลงพื้นที่ไปดูแล้วพบว่า พื้นที่ของชาวบ้านที่เรียกว่าชุมชนสันติพัฒนานั้นตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก.และบริษัทเอกชนก็ไม่เคยได้รับอนุญาตจาก ส.ป.ก.ให้ใช้ประโยชน์ จึงมีความเห็นว่าหากเปรียบเทียบกันแล้ว เกษตรกรย่อมมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก.มากกว่าบริษัทเอกชนเพราะนายทุนไม่ใช่เกษตรกร

อย่างไรก็ตาม แม้คดีที่ 2 นี้ในตอนแรกศาลจะเพิกถอนหมายจับชาวบ้านและรื้อถอนชุมชน แต่สุดท้ายก็ยังตัดสินให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่และชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท ถึงกระนั้นบริษัทเอกชนก็ยินยอมคืนที่ดินให้กับ ส.ป.ก.ส่วนคดีอาญานั้นบริษัทเอกชนฟ้องข้อหาบุกรุก ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกชาวบ้านคนละ 2 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้องชาวบ้าน และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้รับฎีกาตามคำร้องขอของฝ่ายบริษัทเอกชน โดยประเด็นสำคัญที่ชาวบ้านยกขึ้นต่อสู้คือ ส.ป.ก.อนุญาตให้อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่การบุกรุกแต่อย่างใด

น.ส.ศิริวรรณ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการฟ้องศาลปกครองขอให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดและ นส.3 นั้น สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ชาวบ้านได้ไปร้องเรียนกับทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานยืนยันตรงกันว่าโฉนดและ นส.3 ที่ออกให้บริษัทเอกชนนั้นเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ชาวบ้านจึงทำหนังสือถึงกรมที่ดินขอให้เพิกถอนเอกสารดังกล่าวแต่กรมที่ดินกลับไม่ดำเนินการ

“กรมที่ดินก็ยังยืนยันว่า นส.3 ตรงนั้นออกตามเงื่อนไขที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่เพิกถอน ก็เลยนำมาสู่การเรียกร้องสิทธิ์ของชาวบ้าน เพราะการดำเนินการของบริษัทเกิดผลกระทบต่อชาวบ้านด้วย ในส่วนนี้เราก็มีการหารือกับชาวบ้าน ว่าในที่สุดถ้าหน่วยงานไม่เพิกถอน สิ่งที่เราจะพึ่งได้คือศาลปกครอง ก็นำมาสู่การทวงคืนผืนป่าให้กับรัฐ เพื่อรัฐจะได้นำไปจัดสรรให้ถูกต้อง และกระจายให้กับบุคคลที่ควรจะได้รับการจัดสรรที่เป็นธรรม” น.ส.ศิริวรรณ กล่าว

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ประเด็นเรื่องที่ดินกับสังคมไทยที่ผ่านมามีปัญหาหลายประการ เช่น เมื่อนำจำนวนที่ดินที่หน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วยงานถือครองมารวมกับที่ดินเอกชนถือครอง พบว่ามีมากกว่าเนื้อที่ประเทศไทย นั่นหมายถึงหน่วยงานของรัฐถือครองที่ดินทับซ้อนกัน หรือที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์แล้ว ร้อยละ 90 พบว่าอยู่ในมือคนไม่เกิน 6 ล้านคน นั่นหมายถึงคนที่เหลือไม่มีที่ดินทำกินหรือไม่มีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีที่ดินของรัฐอีก 21 ล้านไร่ที่มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย นั่นหมายถึงคนเหล่านี้ที่มีจำนวนราว 1.5 ล้านคน มีสถานะเป็นผู้บุกรุก ทั้งนี้ มีประชาชนเดินทางมาร้องเรียนกับ กมธ.ที่ดินฯ เกือบทุกสัปดาห์ ในเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์บ้าง เรื่องหน่วยงานรัฐประกาศพื้นที่ทับที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อนบ้าง

“สิ่งที่มันเป็นปัญหาแล้วเจอก็คือ นส.3ก เพราะ นส.3ก เป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่มีการรังวัด ใช้ระวางแผนที่ทางอากาศ ทำกันตรงไหนก็ไม่รู้ แล้ว นส.3ก อาจเป็นเรื่องที่เป็นคดี ที่คือสิ่งเขาเรียกว่าเป็นการประพฤติมิชอบในการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เพราะ นส.3ก ออกโดยไม่ลงไปรังวัดเลย ดูระวางแผนที่ทางอากาศ นี่คือสิ่งที่เราเจอในการตรวจสอบ” นายสมชาย ระบุ

นายสมชาย ยังกล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่เป็นห่วงคือนโยบายการพัฒนาของรัฐที่แย่งยึดทรัพยากรที่ชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปของการเวนคืนที่ดินแล้วนำไปทำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับนำไปให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเช่าในระยะยาว หรือไม่รัฐก็ตั้งใจจะนำทรัพยากรนั้นมาหารายได้เสียเอง เช่น อุทยานแห่งชาติทางทะเล มีการจัดการกับชาวเกาะที่ไม่ใช่นายทุน แต่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุรักลาโว้ย ชาวมอแกน ด้วยการประกาศเขตพื้นที่อุทยาน ชาวเกาะเหล่านี้ก็จะอยู่อย่างยากลำบากขึ้น

ผศ.วิทยา อาภรณ์ อาจารย์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาชาวิชาการศึกษาทั่วไป สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมทุนนิยมที่ต้องการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ก็ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรม แต่หากเข้าไปโดยที่ความเหลื่อมล้ำยังสูง คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่สะสมที่ดินจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้แต่ละคนสามารถออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของตนเองได้ และนั่นหมายถึงความมั่งคั่งรวมของประเทศ

“หากที่ดินอยู่ในมือคนจำนวนน้อย ดังที่มีตัวเลขออกมาว่า 70% เขาไม่ทำอะไร มันนำไปสู่การที่ GDP ลดลง และในที่สุดคน 90% ที่ไม่มีที่ดิน ลูกหลานเขาก็ไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ นั่นคือโอกาสทำให้ GDP ลดลงในระยะยาวด้วยซ้ำไป และถึงที่สุดแล้วในระยะยาวประเทศไหนที่ปฏิรูปที่ดินช้า ความรุนแรงในการกระจายที่ดินก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น มันจะไม่ปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นปฏิวัติที่ดิน” ผศ.วิทยา กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top