ปลุกฉีดวัคซีน‘วาระแห่งชาติ’
‘บิ๊กตู่’สั่งเดินหน้า
สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศ
เล็งเพิ่มกลุ่มลงทะเบียนฉีดวัคซีน
ศบค.ห่วงกทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี
ปอดอักเสบพุ่ง/ใช้เครื่องช่วยหายใจ
ไทยติดเชื้อใหม่1,919-ตายอีก31ศพ
ไทยติดเชื้อไม่ลด วันเดียว 1,919 ราย ตายพุ่ง 31 ศพสาเหตุ อันดับ 1 ความดัน-เบาหวาน ขณะที่ 17 จังหวัดไร้ผู้ติดเชื้อ เตรียมพิจารณาขยายกลุ่มฉีดวัคซีน ไฟเขียวนอกเหนือกลุ่ม “ผู้สูงอายุ 60 ปี- 7 โรคเรื้อรัง”ที่มียอดลงทะเบียนเพียง 1.6 ล้านคน จากเป้าหมาย16 ล้านคน ขณะที่ศบค.ชุดเล็กห่วง “กทม.-นนท์-ปทุมฯ”ยังสีแดงเข้ม ป่วยโคม่าปอดอักเสบสูง ใช้เครื่องช่วยหายใจเพิ่ม ย้ำเฝ้าระวังเข้ม ด้านนายกฯให้ความเชื่อมั่นคุมระบาดได้เร็วๆ นี้ หลังปูพรมตรวจหาเชื้อเชิงรุกได้ผลดี ตัวเลขติดโควิดกทม.เริ่มทรงตัว ย้ำใครป่วยรักษาฟรี ประกาศกลางครม.ชูฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ ปลุกคนไทยจองคิวฉีดให้มากๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ยันรัฐบาลหาวัคซีนมาฉีดให้ทุกคนได้แน่นอน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายวันว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ 1,919 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,902 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,318 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 584 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 86,924 ราย หายป่วยสะสม 57,037 ราย เฉพาะวันนี้หายป่วย 1,829 ราย อยู่ระหว่างรักษา 29,435 ราย อาการหนัก 1,207 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 390 ราย
ตายพุ่ง31-สะสม452ราย-กทม.แชมป์
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ในส่วนผู้เสียชีวิตวันนี้มี 31 ราย เป็นชาย 15 ราย หญิง 16 ราย อยู่ระหว่างอายุ 34- 94 ปี และมีชาวต่างชาติ 2 รายคือ ยูเครนและฝรั่งเศส พบในกรุงเทพมหานคร 17 ราย นนทบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช จังหวัดละ 1 ราย และนครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ ลำปาง เชียงใหม่ พิจิตร จังหวัดละ 1 ราย ส่วนโรคประจำตัวและปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค ได้แก่ ความดันโลหิตสูง 13 ราย เบาหวาน 10 ราย ไขมันในเลือดสูง 7 ราย ไตเรื้อรัง 4 ราย โรคหัวใจ 2 ราย โรคอ้วน 3 ราย หลอดเลือดสมอง 2 ราย ไทรอยด์ 2 ราย ปอดเรื้อรัง 1 ราย ตับ 1 ราย แพ้ภูมิตัวเอง 1 ราย ผู้ป่วยติดเตียง 1 ราย ปฏิเสธโรคประจำตัว 5 ราย ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อติดเชื้อได้แก่ คนในครอบครัว 17 ราย เพื่อนร่วมงาน 4 ราย ไปสถานที่แออัด 2 ราย มาจากจังหวัดเสี่ยง 2 ราย สัมผัสผู้ติดเชื้อยืนยัน 1 ราย ทำงานอาชีพเสี่ยงในสถานบันเทิง 1 ราย และระบุไม่ได้อีก 4 ราย ทำให้ผู้เสียชีวิตสะสม 452 ราย
ยอดเริ่มลดลุ้นอย่ามีปัจจัยแทรกซ้อน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการติดเชื้อก่อนหน้านี้ จะเห็นการระบาดในจ.สมุทรสาคร ระยอง อ่างทอง อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน และจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ตัวเลขถึงจะลดลง การระบาดรอบนี้เราพบเดือนเมษายน และกินเวลามาเดือนกว่าแล้ว ขออย่าให้มีปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ลักลอบเล่นการพนันเข้ามาอีกเลย ตอนนี้เราปิดสถานบันเทิง ยอดกำลังจะลงแล้ว อย่าให้มีปัจจัยอื่นแทรกซ้อนเข้ามา
17จว.ไม่พบติดเชื้อรายใหม่
“ถ้าดูแผนที่ประเทศไทยวันนี้ จะพบ 17 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ประกอบด้วย ชัยนาท แพร่ อุตรดิตถ์ หนองคาย อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬหนองบัวลำพู อุทัยธานี สตูล พัทลุง ลำพูน ศรีษะเกษ นครพนม ตราด สกลนคร และเลย ในที่ประชุม ศบค.จึงชื่นชมและให้กำลังใจผู้บริหารและประชาชนในจังหวัดว่าทำหน้าที่ได้ดี ทำให้โรคหายเร็ว ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกทม.ซึ่งในส่วนนี้จะค้นหาเชิงรุกอย่างเต็มที่ต่อไป”นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ผู้ประกอบการร้องนายกฯช่วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ร้านอาหารได้รับผลกระทบมาก เมื่อครบ 14 วันในการประกาศมาตรการรอบนี้จะได้รับการผ่อนคลายหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า นายกฯเห็นความสำคัญของคนกลุ่มนี้ที่ต้องดูแลปากท้องตัวเอง และปากท้องของลูกค้า สมาคมภัตตาคารไทยเป็นตัวแทนขอความอนุเคราะห์มายังนายกฯสองประเด็นคือ มาตรการผ่อนคลายหากสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งต้องดูหลายปัจจัย โดยร้านอาหารต้องมี มาตรการดูแลให้ลูกค้ามั่นใจ ขอให้สมาคมฯไปดำเนินการ หากสาธารณสุขดูแล้วเชื่อมั่น อาจผ่อนคลายให้รวมถึงขอให้จัดสรรวัคซีนให้ร้านค้า ร้านอาหาร ซึ่งพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสมช.ในฐานะผอ.ศปก.ศบค.แจ้งศบค.กระทรวงมหาดไทย ดูแลโควต้าวัคซีนใต่ละจังหวัดว่าจะแบ่งให้ร้านค้าด้วยได้หรือไม่อย่างไร
เล็งขยายฉีดวัคซีนนอกจาก2กลุ่มเสี่ยง
นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยสะสม 1,898,454 โดส แบ่งเป็นผู้ได้รับเข็มที่ 1 จำนวน 1,365,992 ราย ผู้ที่ได้รับเข็มที่ 2 ครบโดสตามเกณฑ์ 532,462 ราย ข้อมูล 28 กุมภาพันธ์-10 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณจังหวัดต่างๆที่ช่วยเปิดให้คนมาลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนโควิด ยืนยันว่า การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ตนฉีดครบ 2 เข็มแล้ว ไม่มีอาการแพ้ และมั่นใจว่า ไปที่ไหนก็ไม่เป็นภาระใคร เราทำเพื่อชาติ ทำให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.)แจ้งที่ประชุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯแจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการที่ให้ผู้ลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนโควิด แทนที่จะอยู่ 2 กลุ่มคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งเท่าที่ทำมามียอดลงทะเบียน 1.6 ล้านคน จากยอดที่จะให้ลงทะเบียน 16 ล้านคน จึงขอให้ขยายกลุ่มเป้าหมายล็อตนี้ด้วย เพื่อให้คนที่อยากรับวัคซีนที่นอกเหนือ 2 กลุ่มนี้ได้รับวัคซีนด้วย
ยันฉีดวัคซีนทางออกลดรุนแรงโรค
สำหรับกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ประกอบด้วย โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง หัวใจและหลอดเลือด ไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน
“เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ยังสุขภาพแข็งแรงดี หรือผู้ที่มีสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ที่ต้องได้รับวัคซีนก่อน ก็ขอให้รับทราบข้อมูลชุดนี้ และเชื่อว่าวัคซีนที่ท่านได้รับ จะลดความรุนแรงของโรคลงได้อย่างชัดเจน จากที่ป่วยมากก็ป่วยน้อย ลดอัตราเสียชีวิต เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วทั่วโลก ขอยืนยันว่า วัคซีนคือทางออกของเรา”นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ศบค.จับตากทม.-นนท์-ปทุมฯเข้ม
ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์โควิดประจำวันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งพบมีแนวโน้มระบาดไม่ลดลง บางแห่งคงตัว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ยังถือเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม อยู่และแนวโน้มพบผู้ป่วยอาการหนักคือ ปอดอักเสบ และผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบผู้ติดเชื้อใหม่ในชุมชนแออัด โรงงาน สถานประกอบการและตลาด มีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ ทำกิจกรรมรวมกลุ่มกัน ทั้งในสถานประกอบการ ในที่ทำงานและครอบครัว จึงขอให้ศบค.ช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อเน้นย้ำประชาชนและทุกภาคส่วนงดทำกิจกรรมรวมกลุ่ม งดรับประทานอาหารร่วมกันในกลุ่มเพื่อน และที่ยังต้องถือเป็นมาตรการเข้มข้นคือ ขอให้ทุกหน่วยงานทำงานที่บ้านต่อไป
นายกฯชี้ตรวจเชิงรุกได้ผลดีคุมได้เร็ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการ แก้ปัญหาโควิด-19 เรื่องที่หนึ่งคือ การควบคุมการระบาดของโควิดในพื้นที่ต่างๆ ได้สั่งการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังเข้าป้องกันการลุกลามอย่างเต็มที่ มียุทธวิธีสำคัญเอาชนะศึกครั้งนี้คือ ระดมตรวจเชิงรุกให้มากที่สุดในพื้นที่เป้าหมายตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตรวจไปแล้วมากกว่า 70,000 ราย ในชุมชนที่มีความเสี่ยงเฉลี่ย 7,000 รายต่อวัน ผลที่เกิดขึ้นเราสามารถระบุตัวผู้ติดเชื้อ และคัดแยกผู้ติดเชื้อไปรักษาได้ทันการณ์ รวมทั้งแยกผู้มีความเสี่ยงจากการอยู่ใกล้ชิดไปกักตัว จำกัดวงการระบาดให้แคบที่สุดและสั้นที่สุด ดังนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจเห็นยอดผู้ติดเชื้อต่อวันเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตรวจเชิงรุกแบบปูพรมของเรา ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันช่วงนี้อาจยังมีขึ้นมีลง แต่ทีมแพทย์เชื่อมั่นว่าด้วยวิธีนี้ เราควบคุมสถานการณ์ได้ในไม่ช้า และยอดผู้ติดเชื้อจากในพื้นที่จะค่อยๆลดลง
ฉีดวัคซีนเขตเสี่ยงตัดวงจรสะเก็ดไฟ
“ล่าสุดยอดผู้ติดเชื้อในกรุงเทพเริ่มทรงตัว ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี แต่รัฐบาลยังไม่นิ่งนอนใจ จะตรวจเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงต่อไปให้ได้มากและเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ก็เร่งฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนให้มากที่สุด เพื่อตัดวงจรสะเก็ดไฟที่ปะทุอยู่ในเวลานี้ จนถึงวันนี้ได้ฉีดวัคซีนในพื้นที่คลองเตยไปแล้วมากกว่า 13,000 คน หรือเกือบ 30% ของเป้าหมายที่จะฉีดให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน และเขตปทุมวันใกล้กันฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 50% ของเป้าหมาย 14,000 คน เฉลี่ยแล้วทั้งสองเขตฉีดได้มากกว่าวันละ 2,000 คน”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ใช้คลองเตยโมเดลคุมระบาดในกทม.
และว่า ผลดำเนินการจากคลัสเตอร์คลองเตย จะใช้เป็นแนวทางจัดการระบาดในเขตอื่นของกทม.และปริมณฑล รวมทั้งต่างจังหวัดด้วย วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนใช้แซนบ๊อกที่เราร่างขึ้นมาแล้วดำเนินการ ในพื้นที่เสี่ยงสูง หรือพื้นที่สีแดง วันหน้า หากเกิดการแพร่ระบาดอีก จะใช้แนวทางนี้ปฏิบัติต่อไป
รบ.ดูแลค่ารักษาให้ทุกคนตามสิทธิ์
พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิดว่า รัฐบาลจะดูแลค่ารักษาพยาบาล ออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชนทุกคนตามสิทธิ ตั้งแต่ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง รับวัคซีน ชดเชยกรณีได้รับผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนและรักษาพยาบาล ส่วนกรณีโรงพยาบาลเอกชน รัฐจะอุดหนุนค่าใช้จ่ายไปที่รพ.เอกชน เพิ่มร้อยละ 25 ทุกรายการ หากมีประกันส่วนบุคคล ให้โรงพยาบาลเรียกเก็บประกันส่วนบุคคลก่อน ที่เหลือให้เรียกเก็บกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยห้ามโรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชน หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย กรณีเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ เจ็บป่วยต่อเนื่อง เสียอวัยวะ พิการ ทุพพลภาพถาวรหรือเสียชีวิต ยื่นขอรับเงินเยียวยาได้จาก สปสช. และยังมีค่าประกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเสียสละเสี่ยงภัย ทำงานหนักมากในขณะนี้
“ตรงนี้ผมขอความกรุณาอย่าไปฟังข่าวที่ไม่ใช่ออกจากรัฐบาล เดี๋ยวจะสับสน รัฐบาลดูแลทั้งหมด ทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ บุคคลากรด่านหน้า รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย สำคัญที่สุด ผมต้องขอร้องให้ทุกคนระมัดระวังตนเองที่สุด เรายังไม่พ้นจากการระบาดระลอกนี้ ขอให้ป้องกันตนเองให้เต็มที่”นายกฯกล่าว
และย้ำว่า ถ้าเราร่วมมือกันจะชนะศึกครั้งนี้ได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน และเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม
วอนหยุดแชร์ข่าวเท็จ-ฝ่าฝืนฟันทันที
นายกฯกล่าวด้วยว่า ขอให้คำนึงถึงผลกระทบจากการแชร์ข่าวสารที่ไม่รู้ที่มา ยังสงสัย ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน มันอาจสร้างความวุ่นวายสับสนให้สังคม ยิ่งกว่านั้น ยังมีกลุ่มผู้ที่เจตนา หรือไม่เจตนา สร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือ Fake News ตนขอให้หยุดการกระทำเหล่านี้ เพราะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มความเดือดร้อน ความเสี่ยงให้ตัวเอง คนรอบข้าง และประเทศชาติ ตนสั่งการและย้ำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบ และจะดำเนินการทันที หากพบการทำผิดกฎหมาย ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมแรง ร่วมใจ เพื่อประเทศชาติและส่วนรวม พวกเราจะสามารถผ่านวิกฤครั้งนี้ไปด้วยกันได้
พร้อมเยียวยา-ผ่อนคลายถ้าเริ่มดีขึ้น
นายกฯกล่าวอีกว่า นอกจากควบคุมสถานการณ์ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าแล้ว รัฐบาลยังมีแผนช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการปิดสถานที่ ตนสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามดูแลเรื่องนี้ใกล้ชิด เพื่อควบคุมสถานการณ์แต่ละจังหวัดให้ได้ ปิดกั้นการลักลอบเข้าประเทศสูงสุด หากจังหวัดใดโดยฌฉพาะโซนสีแดง ที่ปิดสถานที่และข้อจากัดต่างๆ มีสถานการณ์ที่ควบคุมได้ดีขึ้นแล้ว ก็ใผ่อนคลายเงื่อนไขต่อไป เพื่อให้ประชาชนไปมาหาสู่ค้าขายได้เช่นเดิม ซึ่งตนจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลทางสุขภาพและเศรษฐกิจควบคู่กันไป
จับมือเอกชนลุยหาวัคซีนเพิ่ม-เร่งฉีด
ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีนนั้น นายกฯกล่าวว่า ที่ผ่านมาระดมฉีดให้บุคลากรแพทย์ และผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงผู้สูงอายุ รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ วันนี้รวมฉีดไปแล้วเกือบ 2 ล้านโดส ตามวัคซีนที่เรามีอยู่ในเดือนนี้ โดยระดมฉีดวันละหลายหมื่นโดส และจากมาตรการจัดหาวัคซีนฉุกเฉินของรัฐบาล บางทีเราต้องสร้างความเข้าใจ เพราะบางทีอยู่ในขั้นตอนเจรจาว่ากว่าจะตกลงได้ บางทีก็มาทีละ 5 แสนโดส บางทีขอต่อเขาเพิ่มเป็นล้านโดส เป็น 2-2.5 ล้านโดส ฉะนั้นวันนี้เป็นเรื่องน่ายินดีว่าน่าจะชัดเจนว่าเดือนพฤษภาคมได้เพิ่มอีก 3.5 ล้านโดส และได้ความร่วมมือจากภาคเอกชนเพิ่มศักยภาพฉีดได้อีกมาก
ประกาศครม.ฉีดวัคซีนวาระแห่งชาติ
“ผมขอย้ำว่า รัฐสามารถจัดหาวัคซีนให้ประชากรในประเทศได้ทุกคนแน่นอน และจะไม่หยุดจัดหาและสำรองเพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน ซึ่งไทยจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เป็นศูนย์กลางผลิตวัคซีนโควิดของบริษัท แอสตราเซเนกา ซึ่งผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่ได้มาตรฐานสูง ผ่านการรับรองคุณภาพจากทั่วโลก และจะสร้างความมั่นคงยั่งยืนในการต่อสู้กับไวรัสโควิดระยะยาว เพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแข่งขันให้ประเทศชาติในอนาคต ในที่ประชุมครม.วันนี้ ผมเสนอให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการครบวงจร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศ” นายกฯกล่าว
และยังประกาศเชิญชวนประชาชนทุกคน มาเข้าฉีดวัคซีนกันให้มากที่สุด ไทยจึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ยืนยันว่า วัคซีนที่รัฐบาลนำเข้าทุกชนิด มีการตรวจสอบคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และปัจจุบันมีใช้กันแพร่หลายทั่วโลก มีคนฉีดไปแล้วหลายสิบล้านคน รวมทั้งผู้นำประเทศทั่วโลก โดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยืนยัน วัคซีนโควิดทุกชนิดป้องกันการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อ และป้องกันเสียชีวิตได้เกือบ 100% ส่วนโอกาสเกิดผลข้างเคียง มีน้อยมากหากเปรียบเทียบกันแล้ว กับโอกาสติดโควิด และเสียชีวิตจากโควิดนั้นสูงกว่าฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงหลายพันเท่า ฉีดดีกว่าไม่ฉีด
ชื่นชมลำปางฉีดมากสุดในปท.
นายกฯกล่าวว่า ล่าสุดจากการเปิดลงทะเบียนยืนยันและนัดหมายฉีดวัคซีน ผ่านระบบหมอพร้อมและช่องทางต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง มีผู้ลงทะเบียนแล้ว กว่า 1.6 ล้านคน สูงสุด คือ กทม. มากกว่า 5 แสนคน ตามมาด้วยลำปางมากกว่า 2 แสนคน ถ้านับตามสัดส่วนประชากร ต้องถือว่าลำปางมีสัดส่วนสูงที่สุดในประเทศ นับว่ามีความตื่นตัวในพื้นที่ดีเยี่ยม ต้องขอชื่นชมจ.ลำปาง และให้ทุกจังหวัดเร่งฉีดวัคซีนให้มากที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี